2

สมเด็จพระญาณวโรดม ได้มรณะภาพแล้วด้วยโรคชรา เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส

Posted by sinya on พ.ย. 18, 2009 in ประวัติคนดัง

สมเด็จพระญาณวโรดม ได้มรณะภาพแล้วด้วยโรคชรา เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส

ศิษยานุศิษย์ สุดอาลัย สมเด็จพระญาณวโรดม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส และกรรมการมหาเถรสมาคม ได้มรณะภาพแล้วด้วยโรคชรา ขณะนี้สังขารอยู่ ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยในวันพรุ่งนี้ (19) จะมีพิธีเคลื่อนสังขารมายังศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระเทพรัตนฯ จะเสด็จฯ พระราชทานน้ำอาบศพ

วันนี้ (18 พ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส และกรรมการมหาเถรสมาคม ได้มรณะภาพแล้วด้วยโรคชรา ศิริราชอายุ 93 ปี ขณะนี้สังขารอยู่ ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยจะมีพิธีเคลื่อนสังขารมายังศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ 19 พ.ย. และจะมีพิธีสรงน้ำหลวงพระราชทานในเวลา 17.00 น. จากนั้นจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 100 วัน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานน้ำอาบศพในเวลา 16.00 น.

สำหรับประวัติ สมเด็จพระญาณวโรดมจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่า นามเดิม ประยูร พยุงธรรม เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2459 (เดือน 4 แรม 2 ค่ำ ปีมะโรง) ที่บ้านท่าเรือ อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี สังกัดธรรมยุติกนิกาย วุฒิการศึกษา นักธรรมเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยค บิดาชื่อธูป มารดาชื่อทองหยิบ เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 4 แรม 2 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.2459 ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม 2549

มาพำนักที่วัดเทพศิรินทราวาส ตั้งแต่ พ.ศ.2474 และได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2476 มี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดเทพศิรินทราวาส และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2480 โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุดมศีลคุณ (อินทร อคฺคิทตฺตเถร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรเพ็ชร (ปภงฺกรเถร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มี หม่อมเจ้าหญิงกรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นอุปัฏฐากเจ้าภาพบวช ณ พัทธสีมา วัดเทพศิรินทราวาส ได้ฉายาว่า “สนฺตงฺกุโร” ซึ่งแปลว่า หน่อหรือเชื้อสายหรือทายาทของผู้สงบ และได้อยู่จำพรรษาที่วัดเทพศิรินทราวาส ตลอดมา

สมเด็จพระญาณวโรดม
สมเด็จพระญาณวโรดม ได้เริ่มศึกษาเมื่ออายุราว 6 ขวบ โดยมีบิดาเป็นผู้สอน ต่อมาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลประจำอำเภอประจันตคาม เมื่อ พ.ศ.2468 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2472 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของการศึกษาในอำเภอนั้น

เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้วได้ศึกษาด้านปริยัติศึกษาแผนกธรรม ได้นักธรรมชั้นเอก และแผนกบาลี ได้ เปรียญธรรม 9 สำหรับภาษาสันสกฤตนั้น ได้เคยศึกษากับ “นาคะประทีบ” ร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นกันคือ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ และสมเด็จพระวันรัต (นิรันดร์ นิรนฺตโร ป.ธ.9) จนแตกฉานในวรรณคดีสันสกฤต

วัน ที่ 5 ธันวาคม2546 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ สมเด็จพระญาณวโรดม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส

ป้ายกำกับ:, , , ,

 
2

ลอยกระทง ที่ ธรรมศาสตร์

Posted by sinya on ต.ค. 28, 2009 in ช่วงนี้มีงานอะไรบ้าง

ลอยกระทง ที่ ธรรมศาสตร์
552000013927901
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมจัดกิจกรรมใหญ่ประจำปี เน้นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทย ควบ 2 งาน ได้แก่ “ดนตรีไทยอุดมศึกษา” และ “ไทยทยอย ลอยกระทง” ใครใกล้ธรรมศาสตร์ รังสิต ไม่ควรพลาด
552000013927902
ช่วงเวลาคาบเกี่ยวปลายตุลาคม ต้นพฤศจิกายน ปีนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ อนุรักษ์ ประเพณีที่ดีงามของไทย ในมหกรรมศิลปวัฒนธรรม ดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 “ดุริยารมย์ อุดมศึกษา” พร้อมทั้งจัดงาน “ไทยทยอย ลอยกระทง – ลอยกระทง ธรรมศาสตร์ 75 ปี มธก.” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 “ดุริยารมย์ อุดมศึกษา” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อร่วมฉลองวาระที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย หลังจากที่มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานดนตรีไทยอุดมศึกษามาแล้ว 15 ปี ตั้งแต่ ปี 2537 การจัดกิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นการส่งเสริม กระตุ้นให้เยาวชนเกิดความสนใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดประชุมวิชาการเรื่อง ดนตรีพิธีกรรม การจัดนิทรรศการเล่าเรื่องเครื่องดนตรีชิ้นเอก การจัดกิจกรรมนำเที่ยวชมหออัครศิลปิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บ จัดแสดง และสงวนรักษาผลงานที่มีคุณค่าของศิลปินแห่งชาติตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน”

ในโอกาสดังกล่าว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน ในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2552 เวลา 15.00 น. และทรงระนาดร่วมกับวงดนตรีเกียรติยศธรรมศาสตร์ ในเพลงน้ำลอดใต้ทราย เพลงครอบจักรวาล และเพลงสะสม ซึ่งขณะนี้มีสถาบันการศึกษาที่ตอบรับเข้าร่วมในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 จำนวนกว่า 80 สถาบัน เป็นจำนวนนักศึกษากว่า 2,300 คน

นางกษภรณ์ ตราโมท

ทางด้าน นางกษภรณ์ ตราโมท ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ กล่าวถึงกิจกรรมการประชุมวิชาการเรื่องดนตรีพิธีกรรมว่า “การศึกษาดนตรีในปัจจุบัน มีการขยายความรู้ไปจนถึงระดับปริญญาโท-เอก ดังนั้นศาสตร์ต่างๆทางด้านดนตรีที่น่าสนใจ เช่น ดนตรีพิธีกรรม จึงถูกนำมาร่วมกิจกรรมประชุมวิชาการครั้งนี้ด้วย เพราะดนตรีนั้นไม่เพียงเล่นแค่ความบันเทิง แต่ยังใช้สำหรับพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งดนตรีประเภทนี้ มีหลักเกณฑ์ กลยุทธ์ เผยแพร่ยาก จึงอาจจะสูญหายได้ง่ายๆ อาทิ เช่น ดนตรีในวิถีชีวิตชาวอูรักลาโว้ย ของชาวเล ดนตรีของชาวซิกข์ ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ล่าหู่มูเซอ พิธีกรรมโนราโรงครูทางภาคใต้ ดนตรีพิธีกรรมในการขอฝนทางภาคอีสาน เป็นต้น ดนตรีประเภทนี้ นับเป็นสิ่งมีคุณค่า เพราะบางอย่างนั้น เป็นการสื่อสารระหว่างคนกับธรรมชาติ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ”

ส่วน รศ.โรจน์ คุณเอนก ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายนิทรรศการ ได้กล่าวถึงนิทรรศการเล่าเรื่องเครื่องดนตรีชิ้นเอกว่า “เนื่องจากเป็นวาระการสถาปนา 75 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิทรรศการนี้จึงมีเครื่องดนตรีหาชมได้ยากจำนวน 75 ชิ้น บางชิ้นนั้นนับเป็นมรดกสำคัญระดับชาติ มีโอกาสหาชมได้ยากมาก อาทิ เครื่องดนตรีของครูเพลง เช่น เครื่องดนตรีคู่มือของหลวงประดิษฐไพเราะ ตะโพนสมัยรัชกาลที่ 2 เครื่องดนตรีแปลกๆ อย่าง ถ่วงน้ำ ระนาดลายเถาองุ่น รวมทั้งยังมีเครื่องดนตรีของชนชาติต่างๆที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน”

นอกจากนี้ รศ.ดร.ศิริพร ขัมภลิขิต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศูนย์รังสิต ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงานประเพณีลอยกระทง ได้แถลงข่าว ร่วมกับ นายธีรภัทร์ สัจจกุล ผู้บริหาร SEED Radio ถึงกิจกรรม ลอยกระทง มธ. ประจำปี 2552

โดยกิจกรรมงานลอยกระทงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปีนี้ ยังคงเน้นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการประกวดหนูน้อยนพมาศ และการประกวดนางนพมาศ ขบวนศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค การแสดงดนตรีลูกทุ่ง โขนและงิ้วธรรมศาสตร์ งานออกร้านต่างๆในบรรยากาศแบบตลาดน้ำไทย รวมทั้งกิจกรรมสนุกๆเช่น รถไต่ถัง ปาเป้า ชิงช้าสวรรค์

นอกจากนี้ SEED Radio ยังร่วมสร้างสีสันด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินสุดซี้ด ไม่ว่าจะเป็น ETC , Lipta , Slur , MILD , Flure , Scrubb , Buddha Bless ฯลฯ รวมทั้งยังดึงศิลปินต่างชาติจากเกาหลีอย่าง U-KISS มาร่วมลอยกระทงแบบไทยๆอีกด้วย

งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 “ดุริยารมย์ อุดมศึกษา” และนิทรรศการเล่าเรื่องเครื่องดนตรีชิ้นเอก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2552 ส่วนงานลอยกระทงประจำปี “ไทยทยอย ลอยกระทง” นั้น จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม -2 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ มธ. ศูนย์รังสิต 0-2564-4440-79 ต่อ 1117-8

ป้ายกำกับ:, , , , ,

 
2

ไป ลอย กระทง ที่ทำจาก วัสดุ ธรรมชาติ

Posted by sinya on ต.ค. 28, 2009 in ช่วงนี้มีงานอะไรบ้าง

ไป ลอย กระทง ที่ทำจาก วัสดุ ธรรมชาติ

ประเพณีลอยกระทง ประเพณีดีงามในวันเพ็ญเดือนสิบสอง

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง” ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของคนไทยอีกช่วงหนึ่ง เพราะในวันนี้ถือเป็นวันลอยกระทง ประเพณีเก่าแก่อันดีงามของไทย เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษต่อพระแม่คงคาที่เราได้อาศัยพึ่งพาท่านในการกินการอยู่ และขอขมาที่เราอาจให้แม่น้ำเกิดความสกปรก อีกทั้งบางความเชื่อยังบอกว่าการลอยกระทงนั้นก็เพื่อบูชาพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที บ้างก็เชื่อว่าเพื่อเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากตัว

ในปีนี้มีหลายแห่งด้วยกันที่มีการจัดงานลอยกระทงกันขึ้น โดยกำหนดจัดขึ้นใน 7 พื้นที่หลักทั่วประเทศเริ่มกันที่กรุงเทพมหานคร กับงาน “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง กรุงเทพมหานคร” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.-2 พ.ย. 2552 ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานพระราม 8 และบริเวณแม่น้ำเเจ้าพระยา (ตั้งแต่สะพานกรุงเทพ-สะพานกรุงธน) ในปีนี้จะได้ชมความงามของขบวนเรือประดับไฟฟ้ากลางแม่น้ำเจ้าพระยาอีกเช่นเคย

เรือประดับไฟที่จะลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในงานลอยกระทง กทม.

อีกทั้งยังจะได้สัมผัสบรรยากาศของงานลอยกระทงในแบบฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ในเวลา 18.30-21.30 น. ณ สวนสาธารณะสะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชนิด และดื่มด่ำกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม บรรยากาศตลาดย้อนยุค ชมสีสันของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับสมาคมเรือไทย ที่จะตกแต่งเรือด้วยไฟฟ้าเป็นเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเทศกาลลอยกระทง

งานลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเสมอมา กับ “ประเพณีเดือนยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่” จัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.-3 พ.ย. 2552 ณ ตัวเมืองเชียงใหม่ กิจกรรมในงานจะมีการประกวดกระทง โดยกระทงที่ส่งเข้าประกวดจะจัดเป็นขบวนแห่ไปตามถนนท่าแพ ผ่านตลาดวโรรสมุ่งสู่เทศบาลนครเชียงใหม่ และนำไปลอยในลำน้ำปิงเพื่อเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นก็ยังมีการแสดงแสง สี เสียงแห่งลำน้ำปิง หน้าสำนักงานเทศบาลในวันที่ 1-3 พ.ย. มีการประดับเมือง ตกแต่งไฟฟ้า มีการประกวดเทพียี่เป็ง หนูน้อยยี่เป็ง ฯลฯ

ประเพณียี่เป็งเมืองเชียงใหม่ อีกหนึ่งงานลอยกระทงน่าเที่ยว

นอกจากนั้นทั่วตัวเมืองเชียงใหม่ก็ยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การแสดงสินค้าหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ณ ถนนวัวลาย (31 ต.ค.) การแสดงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ถนนคนเดิน ณ ถนนราชดำเนิน (1 ต.ค.) พิธีเปิดงาน “ประเพณีเดือนยี่เป็ง เชียงใหม่” ณ ข่วงประตูท่าแพ ขบวนแห่โคมยี่เป็ง ครั้งที่ 18 ย่านไนท์บาซาร์ ข่วงประตูท่าแพ-ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ชมนิทรรศการ “สืบสานตำนานโคมยี่เป็งล้านนา” ณ วัดอินทขิล ชมวัฒนธรรมชนเผ่า ๖ เผ่า ชมเขาวงกต เทศน์มหาชาติ ณ วัดเจ็ดสิน ชมประเพณีตั้งธรรมหลวง ตามขันข้าว แข่งขันโคมไฟลอดบ่วง ณ วัดโลกโมฬี สืบฮีต สานฮอย ฮอมปอย ไหว้สาพระสิริมังคลายี่เป็ง ณ พุทธสถานเชียงใหม่ การจัดลานโคมยี่เป็งล้านนาเทิดพระเกียรติฯ ณ ข่วงประตูท่าแพ และในวันที่ 2 พ.ย. ซึ่งเป็นวันลอยกระทง เชิญชมการประกวดโคมลอย และโคมลอยยักษ์ การประกวดกระทงฝีมือใบตอง ดอกไม้สด หน้าสำนักงานเทศบาล และอีกหลากหลายกิจกรรมรอให้มาสัมผัสกัน

ส่วนต้นตำรับของประเพณีลอยกระทงอย่างจังหวัดสุโขทัย ก็มีการจัดงาน “ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” ขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.-2 พ.ย. 2552 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย

ลอยกระทงกันในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่จังหวัดสุโขทัย

สำหรับการจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัยในปีนี้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การจัดประกวดกระทง การแสดง แสง เสียง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย ตลอดจนการแสดงนาฎศิลป์ และมหรสพต่างๆ โดยในช่วงเช้าเวลา 05.30 น. จะมีพิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข ที่อุโบสถวัดตระพังเงิน ต่อด้วยพิธีบวงสรวงบุรพกษัตริย์สุโขทัยบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และขบวนอัญเชิญพระประทีบ กระทงพระราชทานแห่รอบเมืองสุโขทัย นอกจากนั้นก็ยังมีการประกวดกระทงใหญ่ การประกวดการทำกระทง โคมชักโคมแขวน และการจัดแสดงบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ชมการละเล่นพื้นบ้านต่างๆ ที่บริเวณลานกีฬาพื้นบ้านหน้าวัดมหาธาตุ ส่วนในวันลอยกระทงจะมีพิธีอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทาน ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ในสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตะกวน) การแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง ในสระน้ำวัดสระศรี

ส่วนจังหวัดตากก็มี “ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง จังหวัดตาก” ที่เป็นมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่นๆ ในปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.-4 พ.ย. 2552 ณ บริเวณเชิงสะพานตากสินมหาราชานุสรณ์ ริมแม่น้ำปิง ในวันที่ 31 ต.ค. จะมีขบวนแห่อัญเชิญพระประทีป ถ้วยพระราชทานฯ และขบวนแห่กระทงสายทุกสาย มีพิธีอัญเชิญกระทงพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์รวม ๑๐ พระองค์ ลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ชมการลอยประทีป 8,000 ดวง และชมพลุสวยงามตระการตา

ลอยกระทงสาย เอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดตาก

นอกจากนั้นก็ยังจะได้ชมความงดงามของการลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง ซึ่งแต่ละชุมชนต่างๆ จะมาแข่งขันการลอยกระทงสายชิงถ้วยพระราชทานฯ กัน โดยการลอยนั้นจะเริ่มจากกระทงนำที่ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยดอกไม้ใบตองสดเย็บเป็นรูปแบบต่างๆ แล้วจึงนำมาประกอบเป็นกระทงขนาดใหญ่ จากนั้นจึงลอยกระทงกะลาจำนวน 1,000 ใบ ซึ่งตัวกระทงทำจากกะลามะพร้าว ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ที่ได้จากการประกอบอาหารคาวหวาน โดยภายในกะลาจะใส่ด้ายดิบที่ฟั่นเป็นรูปตีนกา แล้วหล่อด้วยเทียนไขสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลงจุดไฟ เมื่อลอยไปครบพันไบแล้วจึงปิดท้ายด้วยกระทงตามซึ่งมีลักษณะคล้ายกระทงนำแต่มีขนาดเล็กกว่า กระทงสายที่ลอยไปนี้จะส่องแสงวิบวับเป็นสายกลางแม่น้ำปิง เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

มาทางภาคกลาง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงาน “เทศกาลลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ” ในวันที่ 2 พ.ย. 2552 ในเวลา 16.00-01.00 น. ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีนี้จัดงานลอยกระทงด้วยบรรยากาศที่จะนำทุกท่านย้อนรำลึกถึงค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของความสุขและความประทับใจในวันวานเมื่อครั้งคุณพ่อยังหนุ่ม คุณแม่ยังสาว ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ณ คุ้งน้ำที่งดงามที่สุดแห่งเจ้าพระยา กิจกรรมภายในงานพบกับตลาดนัดวันวาน ตลาดที่จำลองบรรยากาศและสินค้าเมื่อวันวาน สนุกกับการเดินชมและเลือกซื้อของฝาก ของใช้หรือของเล่นโบราณ ตลาดโต้รุ่งริมน้ำที่จะมีอาหารคาวหวานหลากหลายชนิดที่หากินได้ยาก เช่น ข้าวเสียโป ในบรรยากาศย้อนยุค ลมพัดเย็นริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา

กระทงกะลา ที่จะใช้ลอยในกระทงสายจังหวัดตาก

อีกทั้งยังมีลานเพลงดังเมื่อวันวาน สนุกและซาบซึ้งกับเสียงเพลงท่วงทำนองดนตรีสุนทราภรณ์ในอดีต ซุ้มการละเล่นย้อนยุคกว่า 10 คูหา ที่สร้างความสนุกสนานให้กับทุกคน เวทีร่วมสมัย ที่ให้ทุกคนสนุกสนานกับคอนเสิร์ตของฟิล์ม รัญภูมิ โตคงทรัพย์ โปงลางสะออน และบอดี้สแสม หรือโปเตโต้

ในปีนี้ทางจังหวัดสมุทรสงครามก็จัดงานใหญ่ “งานประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม” จัดขึ้นในวันที่ 2 พ.ย. 2552 ณ อุทยาน ร.2 และวัดช่องลม อำเภออัมพวา โดยจังหวัดสมุทรสงครามนี้เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน มีลำคลองกว่า 300 สาย จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ประหยัด เรียบง่าย พอเพียง จึงเกิดเป็นประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง โดยจังหวัดสมุทรสงครามได้รื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมา โดยกระทงกาบกล้วยของที่นี่นั้นมีขั้นตอนการทำโดยนำธูปไปจุ่มในน้ำมันยางแล้วคลี่ผึ่งแดดจนแห้ง แล้วนำมาชุบด้วยเทียน กลายเป็นธูปและเทียนในอันเดียวกัน จากนั้นนำต้นกล้วยมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ลอกออกทีละกาบ และนำธูปที่เตรียมไว้มาปักลงบนกาบกล้วย และหากใครมีฝีมือก็จะแกะสลักกาบกล้วยนั้นเป็นลวดลายที่สวยงาม ก่อนจะนำลงลอยในแม่น้ำคืนวันลอยกระทง

ลอยกระทงใกล้กรุง ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนั้นภายในงานก็ยังมีกิจกรรมการแสดงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย (แชมป์ออฟเดอะแชมป์รายการชิงช้าสวรรค์ประจำปี 2551) ชมการแสดงโขนเยาวชนกลุ่มยุวศิลปิน มูลนิธิ ร.2ร่วมรำวงย้อนยุค และชมนิทรรศการกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง และพิธีทอดผ้าป่าทางน้ำ รวมถึงการประกวดนางนพมาศและหนูน้อยนพมาศ

ปิดท้ายงานลอยกระทงหลักทั่วไทยกันที่จังหวัดสงขลา กับงาน “เทศกาลโคมไฟ…สีสันเมืองใต้” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. 2552-28 ก.พ. 2552 ณ บริเวณสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับ “9 มหัศจรรย์โคมไฟแห่งความสุข” โฉมใหม่ เริ่มจาก “โคมไฟน้ำแข็ง” ที่มีต้นตำรับจากเมืองฮาร์บิ้น สาธารณะรัฐประชาชนจีน สัมผัสความหนาวเย็นของอากาศอุณภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส (เปิดให้เข้าชมวันที่ 4 ธ.ค.เป็นต้นไป) “โคมไฟ 14 จังหวัด สีสันเมืองใต้” เช่น โคมไฟผลไม้ดังเมืองใต้ โคมไฟสัตว์ขึ้นชื่อเมืองใต้ และโคมไฟอัศจรรย์วัฒนธรรมเมืองใต้ เป็นต้น “โคมไฟไทย 4 ภาค” พบกับมิติใหม่กับความคิดสร้างสรรค์โคมไฟ “มงคลชีวิต มงคลแห่งท้องถิ่น” หรือสัตว์มงคลใน 4 ภาคของประเทศไทย เช่น โคมไฟมอม โคมไฟช้างเอราวัณ 3 เศียร โคมไฟพญานาค และโคมไฟกินรี

ไปลอยกระทงกาบกล้วยกันที่จังหวัดสมุทรสงคราม

“โคมไฟจินตนาการโลกของเด็ก” ที่มีความน่ารักของโคมไฟตัวการ์ตูนและจินตนาการอันกว้างไกล “โคมไฟนานาชาติ” ซึ่งเป็นโคมไฟดอกไม้ประจำชาติของแต่ละประเทศ “โคมไฟโลกสัตว์” โคมไฟสัตว์ที่อยู่ในโซนทวีปต่างๆ ได้แก่โซนแอฟริกา ลุ่มแม่น้ำอเมซอน และสัตว์ในแถบขั้วโลกเหนือ “โคมไฟกลางน้ำ” เป็นรูปสัตว์มงคลแห่งเทพนิยายทั่วโลก “โคมไฟ Hi Light จำลองงานเทศกาลต่างๆของประเทศไทย” เช่น งานลอยกระทง งานปีใหม่ วันเด็ก ฯลฯ และ “การประกวดโคมไฟร่วมสมัยและโคมไฟแบรนด์สินค้าต่างๆ” นอกจากนี้ก็ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายจาก 10 มณฑลใหญ่ของประเทศจีน รวมถึงการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าต่างๆ อีกมากมาย

ใครจะเลือกไปเที่ยวงานที่ไหนก็เลือกได้ตามแต่ใจ และหากต้องการสอบถามรายละเอียดก็สามารถโทรสอบถามได้ที่ ททท. Call Center 1672

หน้าตาของกระทงกาบกล้วยที่จะใช้ลอยกันที่สมุทรสงคราม

และนอกจากการจัดงานลอยกระทงในพื้นที่หลักทั้ง 7 งานนี้แล้ว ในจังหวัดอื่นๆ ก็มีงานประเพณีลอยกระทงที่น่าสนใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “งานลอยกระทงย้อนยุคแบบชาววัง” ที่จัดโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในวันที่ 2 พ.ย. 2552 ณ อาคารจำลองไปรษณียาคาร บริเวณเชิงสะพานพระปกเกล้า ฝั่งพระนคร ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. โดยภายในบริเวณสถานที่จัดงานซึ่งเป็นอาคารจำลองที่ทำการไปรษณีย์หลังแรกจะตกแต่งบรรยากาศและจัดกิจกรรมแบบย้อนยุค เพื่อจำลองการจัดงานลอยกระทงที่มีจุดกำเนิดเริ่มต้นจากในพระราชวังก่อนจะเป็นประเพณีนิยมของประชาชนทั่วไป เชิญเพลิดเพลินกับอาหารชาววังสำรับต่างๆ ชมการเล่นกลอนสักวา ฟังเพลงวันลอยกระทงจากคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์ สาธิตและร่วมรำวงกับกรมศิลปากร และร่วมบันทึกภาพลงโปสการ์ดและแสตมป์ส่วนตัวกับดาราคนโปรด อีกทั้งผู้มาร่วมงานยังสามารถรวมดวงจิตอธิษฐานผ่านกลีบกระทงที่จัดทำขึ้นพิเศษ เพื่อขอพรพระแม่คงคาให้ช่วยขจัดปัดเป่าพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตลอดจนสิ่งไม่ดีทั้งปวงที่เกิดกับประเทศชาติในยามนี้ให้ลอยหายไปกับสายน้ำ และทางไปรษณีย์ไทยจะนำกลีบกระทงที่ผ่านการอธิษฐานจิตประกอบขึ้นเป็นกระทงขนาดใหญ่แล้วลอยไปในแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหน้าอาคารไปรษณียาคาร พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนผู้มาร่วมงานได้ร่วมเขียนไปรษณียบัตรถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงหายจากประชวรโดยเร็วด้วย

โคมไฟน่ารักๆที่จะชมได้ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทางภาคเหนือก็ยังมีงานประเพณียี่เป็งลอยโคมที่กว๊านพะเยา “สีสันแห่งสายน้ำ…เปิดตำนานเมืองพะเยา” วันที่ 30 ต.ค.-3 พ.ย. 2552 ณ บริเวณถนนชายกว๊าน อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา พบกับกิจกรรมลานคนเดิน ที่จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. การแสดงบนเวทีกลางกลางน้ำ และปล่อยโคมไฟ จำนวนกว่าหมื่นดวงตลอดสามวัน (31 ต.ค.-1 พ.ย.) ส่วนในวันที่ 2-3 พ.ย. เชิญร่วมลอยกระทง และชมวิถีชีวิตชุมชนจังหวัดพะเยา กิจกรรมการประกวดขบวนแห่นางนพมาศ และการประกวดซุ้มประตูป่าของแต่ละชุมชน

ภาคอีสาน จังหวัดนครราชสีมาจัดงาน “เทศกาลโคมไฟ ลอยกระทง 2552” วันที่ 31 ต.ค.-2 พ.ย. 2552 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด และบริเวณคูเมือง หน้าวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ชมการแสดงวัฒนธรรมไทย 4 ภาค จุดพลุ การแสดงนำพุดนตรี ฉายม่านน้ำเรื่องราวโคราช การแสดงคอนเสิรต์ศิลปินลูกโคราช เช่น สุนารี ราชสีมา สีเผือก คนด่านเกวียน การประกวดนางนพมาศ ประกวด กระทงสวยงาม กระทงยักษ์ ร่วมปล่อยโคมลอย และร่วมลอยกระทง ลานแสดงเทศกาลโคมไฟ เช่น ฝูงสัตว์ ฝูงนก และเหล่าการ์ตูนขวัญใจเด็กๆ และอีกหนึ่งงานคือ “งานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2552” ในวันที่ 2 พ.ย. 2552 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และบริเวณสวนสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ชมการประกวดกระทงสวยงาม ประกวดนางนพมาศ และนพมาศเด็ก การละเล่นพื้นเมืองโคราช การสาธิตและจำหน่ายอาหารพื้นเมือง ลอยกระทงประทีปพระราชทาน และจุดพลุ ไฟพะเนียง

และด้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดงาน “ประเพณีลอยกระทง เกาะสมุย” ในวันที่ 1-2 พ.ย. 2552 ณ บริเวณท่าเทียบเรือหน้าทอน ตำบลอ่างทอง บริเวณพรุเฉวง หาดเฉวง ตำบลบ่อผุด และบริเวณศาลาพ่อตา หาดละไม ตำบลมะเร็ต เกาะสมุย ภายในงานมีกิจกรรมการจัดประกวดนางนพมาศ/หนูน้อยนพมาศ การจัดประกวดกระทง การจัดขบวนแห่ของชุมชน การแสดงของนักเรียน/ชุมชน และการแสดงดนตรี/มหรสพต่างๆ

ป้ายกำกับ:, , , , , ,

 
2

คาราเต้คิดส์ ไมเคิล แจ็คสัน

Posted by sinya on ต.ค. 9, 2009 in DARA

คาราเต้คิดส์ ไมเคิล แจ็คสัน
38395
บุตรธิดาทั้ง 3 ของ ไมเคิล แจ็คสัน ศึกษาศิลปะป้องกันตัว หรือ คาราเต้ ที่ลอสแองเจลิส เรียนรู้ได้ดี โชว์พลังแข็งแกร่ง โดยได้รับการดูแลอย่างดีจากพี่เลี้ยงและบอดี้การ์ด…

สำนักข่าวต่าง ประเทศรายงานวันนี้ ( 9 ต.ค. ) ว่า ปริ้นซ์ไมเคิล ปารีส และปริ้นซ์ไมเคิลที่ 2 บุตรธิดาของราชาเพลงป๊อบ ไมเคิล แจ็คสัน เดินทางไปเรียนวิชาป้องกันตัว หรือ คาราเต้ ที่โรงเรียนฝึกสอนศิลปะป้องกันตัวแห่งหนึ่งในนครลอสแองเจลิส

สำหรับ การไปเรียนครั้งนี้ ลูกทั้ง 3 ของแจ็คสัน เดินทางพร้อม เกรซ ราวารัมบา พี่เลี้ยงสาวชาวอูกันดา วัย 42 ปี และมีบอดี้การ์ด คอยดูแลด้านความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

มีรายงานเพิ่มเติมว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้ และแสดงความสามารถด้านศิลปะป้องกันตัวได้อย่างแข็งแกร่งและเฉียบขาด

ไทยรัฐออนไลน์

* โดย ไทยรัฐออนไลน์
* 9 ตุลาคม 2552, 10:00 น.

ป้ายกำกับ:, , , , ,

 
3

เพชรา เชาวราษฎร์ รวมรูป ภาพยนต์ นิตยาสาร

Posted by sinya on ต.ค. 1, 2009 in ประวัติคนดัง

เพชรา เชาวราษฎร์ รวมรูป ภาพยนต์ นิตยาสาร

552000012380201
552000012380202

552000012380203

552000012380204

552000012380205

552000012380206

552000012380207

คู่กับมิตร ชัยบัญชา (เสียชีวิต 8 ตค. 13 )
คู่กับสมบัติ เมทะนี
คู่กับไชยา สุริยัน ( เสียชีวิต 26 ตค. 33)
คู่กับนาท ภูวนัย
คู่กับครรชิต ขวัญ ประชา
เต่า อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา
กับชรินทร์ นันทนาคร คู่ชีวิต

ป้ายกำกับ:, , , , , ,

 
2

เพชรา เชาวราษฎร์ ข่าวของผู้จัดการ ตอนที่ 1 – 3

Posted by sinya on ต.ค. 1, 2009 in ประวัติคนดัง

เพชรา เชาวราษฎร์ ข่าวของผู้จัดการ ตอนที่ 1 – 3

b6jee5jj5e6a7adfc56i7

intro

เพชรา เชาวราษฎร์ ข่าวของผู้จัดการ ตอนที่ 1 – 3

ตอนที่ 1

“มิสทิน มาแล้วค่ะ”
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ภาพในอดีตของ “เพชรา เชาวราษฎร์” รวมถึงความเห็นของดาราดังในยุคปัจจุบัน เช่น อั้ม – พัชราภา ไชยเชื้อ, ชมพู่ – อารยา เอฮาร์เก็ต และเวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารศ ถูกนำมาปูพรมเพื่อนำไปสู่การเป็นพรีเซ็นเตอร์ของเพชรา เชาวราษฎร์ในวันที่ 30 กันยายน ที่จะถึงนี้
ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยว่า การกลับมาของเพชรา เชาวราษฎร์ เพชรเม็ดงามแห่งวงการภาพยนตร์ไทยในครั้งนี้ว่าจะเป็นอย่างไร จะสวย สมกับที่รอคอยหรือไม่!?
หลายสิบปีมานี้ แฟนภาพยนตร์ไทย ได้ยินแต่เสียงของเธอ … เนื่องจากเธอไม่ได้ปรากฏตัวทางสื่อมวลชนมานานกว่า 30 ปีเต็ม
ปี 2552 เพชรา เชาวราษฎร์ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในรอบ 30 ปีในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” โดยเข้าไปคุยในบ้านพักที่ซอยแพทย์ปัญญา รามคำแหง พร้อมพูดเปิดใจและบอกสาเหตุที่เก็บตัวเงียบ และไม่ยอมออกรายการโทรทัศน์ และไม่ยอมเปิดเผยหน้าตา
ตุลาคม 2552 บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ “มิสทิน” จัดทำแคมเปญการตลาดและกิจกรรมเพื่อสังคมครั้งใหญ่ โดยนำเพชรา เชาวราษฎร์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเครื่องสำอาง โดยเห็นชอบร่วมกันที่จะนำรายได้ให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์
โฆษณาชิ้นนี้จะปรากฏครั้งแรกแก่สาธารณชน ณ วันที่ 30 กันยายน ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ทางช่อง 3 เป็นรายการแรก นอกจากนี้ เพชรา เชาวราฎร์ยังได้ถ่ายแฟชั่นที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล เพื่อขึ้นปกนิตยสาร LIPS กับเครื่องเพชร 700 ล้านของแฟรงค์ จิวเวลรี พิเศษเล่มนี้มี 4 ปกในผู้อ่านได้เลือกซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกวางแผงในวันที่ 7 ตุลาคมนี้
เพชรา ตำนาน “ราชินีจอเงิน”
อี๊ด เพชรา ชื่อเดิมว่า เอก เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน อายุ 67 ปี เป็นชาวระยอง เธอเรียกพ่อว่า “เตี่ย” เนื่องจากเป็นคนจีน ส่วนแม่เป็นคนไทย ปี 2504 เพชรา เชาวราษฎร์คว้าตำแหน่งชนะเลิศ “เทพธิดาเมษาฮาวาย” ซึ่งจัดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ณ เวทีลีลาศสวนลุมพินี ผู้ส่งเธอเข้าประกวดเป็น น้องสาวของพี่เขย และใช้ชื่อในการประกวดว่า “ปัทมา เชาวราษฎร์” จากนั้น ศิริ ศิริจินดาและดอกดิน กัญญามาลย์ทาบทามมาแสดงหนังเรื่องแรกคือ “บันทึกรักพิมพ์ฉวี” (พ.ศ. 2505) คู่กับมิตร ชัยบัญชา ขณะนั้น มิตรมีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์อยู่ก่อนแล้ว โดยดอกดินเป็นคนตั้งชื่อ “เพชรา” ให้กับเธอเพื่อใช้ในวงการภาพยนตร์
ภาพยนตร์ของเพชราเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2505 – 2521
ยุคทองของเธออยู่ระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2513 (มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิตเมื่อ 8 ตุลาคม 2513) หลังจากนั้นเพชราได้ร่วมแสดงกับพระเอกคนอื่นๆ อีกหลายคน เช่น สมบัติ เมทะนี, ไชยา สุริยัน, ลือชัย นฤนาท, นาท ภูวนัย, กรุง ศรีวิไล, ครรชิต ขวัญประชา, ยอดชาย เมฆสุวรรณ เป็นต้น จนเมื่อปี 2521 ภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย เธอรับบทเป็นแม่ของสรพงศ์ ชาตรีในภาพยนตร์เรื่อง “ไอ้ขุนทอง” และเมื่อใดที่เรากล่าวถึงอมตะหนังไทยและดาราคู่ขวัญ มิตร – เพชรา คือ พระ – นางคู่แรกที่ฉายชัดขึ้นมาทันที
นิตยสาร “ภาพยนตร์และโทรทัศน์” ฉบับแรก ขึ้นปก เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนแรก ถ่ายภาพ เพชรา ในบทของ “สาวปาดตาล” โดย ไพรัช กสิวัฒน์
เพชรา เชาวราษฎร์มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นช่วงปลายของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ไทยใหญ่” ปัญหาเรื่องสายตา เริ่มจากอาการแสบตา เนื่องจากเธอต้องอยู่กับไฟที่สว่างจ้าในโรงถ่าย การทำงานของเพชรา เชาวราษฎร์แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน และไม่ได้พบแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ เนื่องจากงานถ่ายทำภาพยนตร์รัดตัวทั้งวัน ทั้งคืน
เพชรา เชาวราษฏร์ เป็นเจ้าของผลงานแสดงภาพยนตร์ราว 300 เรื่อง และครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ เล่นคู่กับมิตร ชัยบัญชา
ปี 2508 รางวัลพระสรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) จากภาพยนตร์เรื่อง นกน้อย ปี พ.ศ. 2508
ปี 2508 รางวัลคู่ขวัญดาราทองจากภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน
ปี 2544 รางวัลสรรพศาสตร์ศุภกิจ
จากทาสเทวี – หยาดเพชร
ในโลกภาพยนตร์ เพชรา เชาวราษฎร์ กับมิตร ชัยบัญชา คือดาราคู่ขวัญ แต่ในชีวิตจริง ชรินทร์ นันทนาคร ยืนอยู่เคียงข้างกับเพชรา แม้ในวันที่โลกมืดถึงที่สุด
“เปรียบเธอเพชรงามน้ำหนึ่ง
หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า
หยาดเพชรเกล็ดแก้วแววฟ้า
ร่วงมาจากฟ้าหรือไร
ฯลฯ
เอื้อมมือคว้าหยาดเพชรแก้ว
เผลอรักแล้วจึงฝันใฝ่
หยาดเพชรหยาดละอองผ่องใส
แม้อยู่ในความมืดมน
(เพลง หยาดเพชร คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง สมาน กาญจนผลิน)
ในหนังสือ “คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง – ครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร” เล่าให้ฟังว่า…
“ผมแต่งเพลงนี้ให้ชรินทร์ขับร้อง เพราะรู้ว่าตั้งแต่เขาเลิกกับภรรยาคนเก่ามา เขากำลังชอบเพชราอยู่ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ผมบอกเขาว่าร้องให้ดีนะ ร้องแล้วคงรู้ว่าผมหมายถึงใคร เป็นเพลงเอกของภาพยนตร์ดังกล่าว ที่สุดชรินทร์ก็สมหวังในชีวิตรัก”
ถ้าจะว่าไปแล้ว เพลงนี้ไม่ได้ไพเราะแค่คำและความหมายเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “ชีวิต” จริงของเธอในวันนี้ ดังประโยคสุดท้าย – แม้อยู่ในความมืดมน…
สมัยที่อี๊ด – เพชรา อายุเพียง 15 ปี เคยถูกทางบ้านจับหมั้นหมายกับชายคนหนึ่ง เธอตัดสินใจหนีก่อนวันวิวาห์เพียง 20 วันทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายเตรียมงานทุกอย่างไว้แล้ว เนื่องจากสัญญาหมั้นหมายในครั้งนั้นทำให้พ่อแม่ของเธอต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะลงประกวดเทพธิดาเมษาฮาวาย
ชรินทร์มาพบรักครั้งใหม่กับเพชรา เชาวราษฎร์เมื่อเลิกกับ สปัน เธียรประสิทธิ์แล้ว!!
สปัน เธียรประสิทธิ์ ผู้นี้คือยายแท้ๆ ของแหวน – ปวริศา เพ็ญชาติ และ หวาย – ปัญญาริสา เธียรประสิทธิ์ นักร้องในสังกัดค่ายกามิกาเซ่ ทั้งนี้เพราะแม่ของแหวนและหวายคือพยานรักของชรินทร์ นันทนาครกับสปัน เธียรประสิทธิ์
ฉึ่ง – ชรินทร์ มีนามเดิมว่า มัย วัฒนธานินทร์ เปลี่ยนชื่อ- นามสกุลเพื่อใช้ในวงการครั้งแรกว่า ชรินทร์ งามเมือง ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น “นันทนาคร” ในปี 2503
เพลง “ทาสเทวี” ครูสง่า อารัมภีร์เขียนขึ้นจากตำนานรักของชรินทร์ นันทนาคร หรือ “ขุนแผน ลูกแม่ระมิงค์” (ฉายานี้ แปะ สุรชัย ดิลกวิลาศ เป็นคนตั้ง) กับ สปัน เธียรประสิทธิ์
รักครั้งแรก เริ่มต้นเมื่อชรินทร์ งามเมือง ทำงานอยู่ในแผนกบัญชีของบริษัทกมลสุโกศล ก่อนที่จะย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายแผ่นเสียง วันหนึ่งสปัน เธียรประสิทธิ์เข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ จากวันนั้นทั้งคู่ได้คบค้ากัน จนกระทั่ง…ทั้งคู่ตัดสินใจแหวกประเพณี “วิวาห์เหาะ” ไปด้วยกัน
เมื่อบุพการีรื้อค้นห้องส่วนตัวของลูกสาว พบจดหมายรักของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ชรินทร์ งามเมืองที่สปัน เธียรประสิทธิ์ วางไว้อย่างพิเศษอยู่ในกล่องที่อบด้วยกลิ่นหอม ไม่เฉพาะแต่สปันเท่านั้นที่หายไปจากครอบครัว ชรินทร์ งามเมืองก็หายไปจากห้างกมลสุโกศลด้วย
บิดาของสปัน เธียรประสิทธิ์ตั้งสินบนนำจับ 5 แสนบาท !!
ตำรวจพบตัวทั้งคู่ที่โรงแรมเอเชีย พิษณุโลก ชรินทร์โดนตั้งข้อหาว่าลักพาตัวสาวและมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง!? เครื่องประดับที่สปันนำติดตัวมามีมูลค่าถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทยังอยู่ครบ เหตุที่สปันและชรินทร์ต้องรีบตัดสินใจเพราะสปันกำลังจะถูกจับเข้าพิธีหมั้นกับสมพล ไกรฤกษ์ หนุ่มนักเรียนนอกที่คบหาดูใจกันตั้งแต่ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เธอให้การต่อตำรวจว่า ติดตามชรินทร์มาด้วยความสมัครใจ !! เพราะบรรลุนิติภาวะแล้ว
ชรินทร์ และสปัน มีพยานรักด้วยกัน 2 คน และมิช้านาน สปัน เธียรประสิทธิ์ก็ขอเป็นฝ่ายเลิกกับชรินทร์ นันทนาคร โดยนำบุตรสาวไปเลี้ยงดูด้วยตนเอง
ชรินทร์ นันทนาครร่วมงานครั้งแรกกับเพชราในภาพยนตร์เรื่อง “แพนน้อย” ทั้งคู่มีโอกาสพบกันที่บ้านดอกดิน กัญญามาลย์บ่อยครั้ง ต่อมาเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน (เข้าฉายในวันที่ 28 ธันวาคม 2508 ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2509 ) เพลงหยาดเพชรถูกหยอดจีบเข้ามาในหนังเรื่องนี้
เพชรา เชาวราษฎร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า…
“ตอนที่เจอเขาครั้งแรก ดิฉันรู้สึกเห็นใจเขานะคะ เพราะตอนนั้นเขามีปัญหาชีวิต แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน จนตอนหลังเขามาเป็นดารา เป็นผู้กำกับหนัง ดิฉันจึงได้มีโอกาสร่วมงานกับเขา ทุกวันนี้เรายังติดนิสัยที่ต้องรอคอยกันอยู่ เพราะสมัยรักชอบกันจะไปไหนด้วยกันแบบเปิดเผยไม่ได้ จนกระทั่งดิฉันได้แสดงหนังเรื่อง แผ่นดินแม่ ปี พ.ศ. 2518 จึงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราสองคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่น้อย เพราะเราเป็นดาราที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอด”
ทั้งคู่แต่งงานกันเงียบๆ เลี้ยงเพื่อนร่วมวงการเพียงไม่กี่คน
ชรินทร์ นันทนาครยังเป็นผู้สร้างหนังมาตั้งแต่ปี 2508 หนังเรื่องแรกคือ เทพบุตรนักเลง และชีวิตหลังแต่งงานก็ไม่เคยห่างหายจากวงการภาพยนตร์ จนถึงปี 2521 ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เพชรา เชาวราษฎร์แสดงคือ ไอ้ขุนทอง เธอเป็นทั้งอำนวยการสร้างและแสดงเป็นแม่ของพระเอก รับบทโดยสรพงษ์ ชาตรี “นันทนาครภาพยนตร์” มีภาพยนตร์ทั้งสิ้น 19 เรื่อง เรื่องเด่นอื่นๆ เช่น ลมหนาว, แมวไทย, สวรรค์วันเพ็ญ, รักเธอเสมอ, น้ำผึ้งพระจันทร์, แผ่นดินแม่, ลูกเจ้าพระยา เป็นต้น
“เต่า อรสา” กล่าวยกย่อง “เพชราคนดี กล้าหาญ”
เพชรา เชาวราษฎร์สนิทสนมคุ้นเคยกับนักแสดงในรุ่นเดียวกันหลายคน เช่น อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, เมตตา รุ่งรัตน์, บุศรา นฤมิตร, อุษา อัจฉรานิมิต, อภิญญา วีระขจร, โขมพัสตร์ อรรถยา, วาสนา ชลากร, มานี มณีวรรณ (เสียชีวิตแล้ว)
คำต่อคำกับ อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตนักเรียนนาฏศิลป์จากญี่ปุ่น ฉายา “เต่าไทย” บุตรสาวของนักพากย์ชื่อดัง ม.ล.รุจิรา อิศรางกูร และ มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์และเพลงยาวนานกว่า 40 ปี เป็นหนึ่งในนักร้อง “คณะสามศักดิ์” ซึ่งประกอบไปด้วย สักกรินทร์ ปุญญฤทธิ์ มีศักดิ์ นาครัตน์ ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา อรสาเคยมีผลงานพิธีกรทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงคือรายการ “รวมดาวสาวสยาม” ทางช่อง 5 อีกทั้งยังร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เธอแสดงมากมายหลายอัลบั้ม ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในแวดวงบันเทิง
เต่า อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยเล่นหนังของพ่อคือ ม.ล.รุจิรา จากวัยเด็ก เริ่มมารับบทนางเอกในวัย 16 ปี และมีโอกาสได้เล่นหนังเรื่องแรกที่เพชรานำแสดงคือ บันทึกรักของพิมพ์ฉวี (ศิริ ศิริจินดา กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2505 ที่ศาลาเฉลิมกรุง) เธอบอกว่า เมื่อมิตร – เพชรา เป็นพระเอกนางเอกคู่ขวัญ เธอกับดอกดินที่เธอเรียกติดปาก เหมือนคนอื่นๆว่า “น้าดิน” ก็พาเธอมาเล่นคู่กัน ดอกดิน ตัวดำๆ กับอรสา ตัวขาวๆ …
วันนี้เธอย้อนความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนรักร่วมวงการ เพชรา เชาวราษฎร์ให้ฟังว่า…
“ตอนที่เล่นด้วยกันจะเป็นเพื่อนเป็นนักแสดงที่น่ารักมาก เขาเป็นคนดีทั้งคู่เลยนะ ( มิตร-เพชรา) เขาเป็นคนที่ใจบุญโอบอ้อมอารี ทำบุญกุศลมาตลอด ดีหมดทุกอย่าง น่าสงสารเขานะที่เขามาตาเสีย เล่นหนังเล่นอะไรมา ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง เขาก็ไม่ว่าอะไร อี๊ดเขามีลูกน้องมีครอบครัวนี่เขาช่วยเหลือหมด เรื่องการเงินการทองขาดเหลืออะไรเขาช่วยเหลือหมด มิตร ชัยบัญชา ก็เหมือนกัน คู่นี้เขามีจิตใจช่วยเหลือคนตลอด”
อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นคนหนึ่งที่เพชรา เชาวราษฎร์มักจะไถ่ถามถึงสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ
“สนิทมากเลยๆ ตอนที่ตาเขาไม่เห็นนะ เขายังมีกะจิตกะใจ ไอ้เรามัวแต่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ค่อยได้ไปหาเขา เขาก็อุตส่าห์โทร.มานะ โทร.มาหาว่า ‘เฮ้ย เป็นไงสบายดีเหรอ’ เราก็ว่า ‘ใครวะ’ ‘อี๊ดไง อี๊ด-เพชรา’ ก็คุยกันถามสารทุกข์สุกดิบกัน แทนที่เราจะเป็นฝ่ายถามเนอะ เออ เขายังบอกคนอื่นนะ ‘ไอ้เต่ามันไม่มีเวลา เราว่างเราก็โทร.หามัน’ ”
“สมัยโน้นมีดาราไม่มาก เดี๋ยวนี้ดารามันเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้ใครเป็นใครเลย สมัยก่อนดาราเขาจะรักกันเหมือนพี่เหมือนน้องเลย เวลาเล่นหนังจะรักใคร่กันไม่มีอิจฉาริษยาไม่มีอะไรเลย อย่างเมื่อก่อนมีเมตตา, อรสา อะไรอย่างนี้ พอถึงเวลาตัวเราเล่นไม่ได้ติดเรื่องนี้ เราก็นี่เอ้าเรื่องนี้ให้เหน่ง (เมตตา) เล่นสิ เมื่อก่อนนี้ศิลปินทุกคนรักใคร่กันจริงๆ นะ เหมือนพี่น้องกันจริงๆ เลย”
ด้วยหน้าที่การงานจึงทำให้มีโอกาสน้อยครั้งที่จะได้มาพบเจอกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรสายสัมพันธ์ของเพื่อนก็ไม่เคยจางไป
“ส่วนมากจะโทร.คุยกัน วันเกิดอี๊ดเขาวันที่ 19 มกราคม เราเกิดวันที่ 18 บางทีก็โทร.ไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์เขา เขาก็เบิร์ธเดย์เราอะไรอย่างนี้”
“เวลาที่เขาคุยนะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่นะวันนี้ข้าไปโน่นมา ไปสระผม ไปทำอะไรมา คือพูดเหมือนไม่เกิดอะไรเลย คือจิตใจเขาเยี่ยมมาก แล้วเขาทำเองหมดเลยนะ เสื้อผ้าอะไรเขาจัด ถ้าวันนั้นคุณชรินทร์จะออกไปข้างนอกพอดี เขาก็ถามว่า ‘ไหนวันนี้คุณแต่งสีอะไร ใส่เนกไทสีอะไร’”
“เขามีความจำดี เก่งด้วย พูดก็เก่ง ที่ให้สัมภาษณ์อะไร แล้วก็รู้หมดไม่ว่าจะข่าวหรืออะไรก็รู้หมด เขาฟังทีวีนี่เขารู้หมดเลยนะ เขาจะต้อง ‘เออ วันนั้นเอ็งเล่นเรื่องนั้นงั้นงี้’ เขาฟังเขาจำได้หมดเลย แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นวันเกิดเราไปหาเขา เพราะเราไม่ค่อยได้ไปเลยไง เราก็ไปกับเพื่อนก็ไปหาอี๊ดกันที่บ้าน ก็ทำเป็นเซอร์ไพรส์เขา เขามองไม่เห็นใช่มั้ย พวกนั้นก็บอก ‘เฮ้ยๆ อี๊ดพาใครมาหาแน่ะ’ เขาก็บอก ‘ใครวะ’ เราก็เดินไปหาเขา แต่ก่อนแม่นี่เต่าตัดผมสั้นทรงที่เล่นหนังตลอด พอถึงเขาก็จับๆ หน้าจับๆ ผม เขาว่า ‘ไอ้เต่า’ เรานี่น้ำตาเช็ดเลย”
ย้อนหลังกลับไปก่อนเหตุการณ์นี้ เต่า – อรสา เคยไปเยี่ยมเพชราในคราวหนึ่ง สมัยที่เพชราตัวบวม นอนอยู่ที่บ้าน พอแม่เต่าเห็นเท่านั้นแหละถึงกับกอดเพชราร่ำไห้ ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมีชะตากรรมดังที่เห็นนี้
วันนี้เมื่อได้ทราบข่าวว่าเพื่อนรักอย่างเพชราตกลงเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศล ก็ฟันธงได้ถึงเสียงตอบรับทันที
“ตอบรับดีแน่นอน เพราะเขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศลช่วยคนตาบอด ศิลปินรุ่นหลังๆ จะได้เห็นว่ารุ่นพี่เขาทำตัวยังไง ขนาดอายุขนาดนี้แล้วยังยอมสละ เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศลไม่ได้เป็นเพื่อจะเอาเงิน นี่ยิ่งทำให้เขาน่าสรรเสริญมากเลย เขาเป็นหญิงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จิตใจเขาเยี่ยมจริงๆ เลย เป็นผู้หญิงที่น่าสรรเสริญ”
“ธรรมดาเขาไม่ค่อยยอมเจอใครนะ เวลาไปไหนเขาจะใช้แต่เสียงเขาจะไม่ไปปรากฏตัวให้คนอื่นเห็น คือเขาก็ไม่รู้นะว่าทุกๆ อย่างเขาเหมือนเดิมหมด เพียงแต่ว่าตาเขาไม่เห็นเท่านั้นแหละ เขาบอกว่ามองแล้วมันเป็นขาวๆ เขาก็เลยไม่กล้าออกไป ทั้งที่เขาก็ยังสวยเหมือนเดิม เขาก็ยังปกติเหมือนเดิม เขากลัวว่าจะทำอะไรพลาดหลุดๆ แต่ว่าเขาไม่เลย แต่ก็อย่างว่าเขาก็ไม่อยากให้คนทั่วไปเห็นสภาพเขาอะไรอย่างนี้ ถ้าใครมาเห็นแล้วไม่รู้ว่าตาเขาไม่เห็นนะ ก็จะไม่รู้หรอก”
สุดท้ายอรสาได้บรรยายความรู้สึกลึกๆ ที่อยู่ในใจในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเพื่อนรักของเพชราถึงสิ่งที่ผู้หญิงแกร่งนามว่า เพชรา เชาวราษฎร์ กระทำมาตลอดว่า…
“พวกเราทุกคนปลาบปลื้มมาก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพวกเราเลย แล้วเราจะทำได้อย่างเขาไหมว่าอย่างนี้เถอะ ขนาดเขาไม่ยอมให้เห็นแต่เขายอมเป็น เพื่อการกุศลแท้ๆ เลย รุ่นๆ เรานี่ไม่มีใครเทียบเขาได้แล้วในความดีของเขา ความกล้าหาญ และอะไรทุกอย่างที่เขาทำมา เพื่อนรักชื่นชมมากๆ”

ตอนที่ 2

สกู๊ปชิ้นนี้ ตั้งใจที่จะทำความรู้จักกับเธอ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผ่านบุคคลเหล่านี้ ทุกคนมีมุมที่รู้จักเธอแตกต่างกันไป หลายคนมีโอกาสพูดจารู้จักเธอ, บางคนกับบางเรื่องก็ยังไม่ได้เคลียร์กันจนถึงวันนี้ เรื่อยไปจนถึงบุคคลที่เกิดไม่ทันยุครุ่งโรจน์ของเธอ แต่ก็มีส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานที่ต้องเอาเรื่องราวของเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง และนี่คือเรื่องราวของเขาเหล่านั้น
พินิจ – เพชรา : เราต่าง “พิการ” ด้วยกันทั้งคู่
คืนก่อนวันนัดหมาย ทั้ง เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกภาพยนตร์ไทยเจ้าของฉายา “นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง” กับเจ้าของบริษัท เบทเตอร์เวย์ (มิสทิน) คิดเรื่องเดียวกัน และในเวลาเดียวกัน
“พี่อี๊ดเล่าให้ฟังว่า แว่น พี่นอนไม่หลับเลย ต้องลุกออกมาเดินตอน 2 ยามถึงตี 1 คิดว่าจะเริ่มต้นคุยกับเขาอย่างไรดี ประโยคแรกที่จะทักทายกันควรจะเป็นอย่างไร ในเวลาเดียวกันพี่ก็เพิ่งทราบจากวันที่ได้คุยกันว่า ทางเจ้าของมิสทินก็เป็นอย่างนี้ เขาคิดว่า เมื่อเจอกับเพชราจะเป็นอย่างไร รูปร่าง หน้าตา ตลอดจนถึงคำทักทาย จะเริ่มต้นอย่างไร เพชราถึงจะยอมฟังและร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เจ้าของมิสทินพูดกับพี่อี๊ดว่า พ่อเคยพูดสั่งไว้ว่า ในชีวิตนี้ ยังไงก็ต้องเอาเพชรามาถ่ายมิสทินให้ได้” พินิจ หุตะจินดา ผู้ที่เพชรา เชาวราษฎร์เรียกติดปากว่า “แว่น” บอกเล่าด้วยน้ำเสียงอันแจ่มใสกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์
“เราถามว่า ถ่ายอะไร พี่อี๊ดบอกว่า ถ่ายลิปสติก คงเพราะว่าปากฉันยังอิ่มเอิบอยู่เหมือนเดิม เราก็ยังถามว่า ทำไมไม่เป็นเครื่องสำอางอื่นๆ พี่อี๊ดก็บอกว่า หน้าฉันคงจะไม่อิ่มเอิบแล้วล่ะมั้ง พี่อี๊ดยอมรับว่า การทำงานหนนี้ เธอรู้สึกเครียดมาก กลัวจะออกมาไม่ดีอย่างที่ต้องการ เราบอกว่า พี่ทำได้ การแสดงมันเป็นสายเลือดของพี่อยู่แล้ว เธอก็ยังบอกว่า เรื่องแสดง ฉันเล่นดีอยู่แล้วไม่ต้องกลัว เพียงแต่ว่า ฉันไม่รู้ว่ากล้อง 1 กล้อง 2 มันอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง”
โฆษณาชิ้นนี้ ผ่านเส้นทางดำเนินการมาร่วมหนึ่งปีเต็ม โดยเริ่มต้นที่ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร และ เฮเลน ปวรา ศิริสาล เป็นผู้ประสานงาน โดยก่อนหน้านี้ ทั้งคู่เคยนำดาราหลายคนของช่อง 7 สีไปกรุยทางถ่ายโฆษณาให้กับมิสทินมาแล้ว 1 ปีผ่านไป จนถึงวันหนึ่งในเดือนกันยายน เพชรากับเจ้าของมิสทินเพิ่งจะมีโอกาสได้เจอและคุยอย่างเป็นทางการ
พินิจ หุตะจินดากับเพชรา เชาวราษฏร์ รู้จักและคุ้นเคยกับการสนทนากันมาร่วม 20 กว่าปี เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เขาเริ่มเป็นนักข่าว เขามีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เพชรา เชาวราษฎร์ ลงในนิตยสาร “บานไม่รู้โรย” (ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 เดือนพฤษภาคม 2529 คอลัมน์ “นัดพบพูดคุย” หน้า 37 – 49) ในเครือมติชน ตอนนั้น สุชาติ สวัสดิ์ศรีเป็นบรรณาธิการบริหารอยู่ เหตุผลที่เขาสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ เพราะ หนึ่ง เป็นความตั้งใจและใฝ่ฝันที่อยากจะสัมภาษณ์คนที่มีชื่อเสียง และเพชราเป็นหนึ่งในนั้น
สอง. เขาเคยดูดำรง พุฒตาล สัมภาษณ์เพชรา ออกรายการ “คู่สร้าง – คู่สม” บางคำตอบของเธอ เขารู้สึกว่าเป็นการตอบที่ไม่ชาญฉลาด และสาม. เขาอยากรู้ว่าทำไมปัญญาชนสมัยนั้น จึงดูถูกมิตร – เพชรา ตรงข้ามกับชาวบ้านที่มีแต่ความชื่นชมในระดับที่มากเป็นพิเศษ
สมัยที่เขารู้จักกับเพชรา เชาวราษฎร์ เป็นครั้งแรก ยังเป็นช่วงที่อดีตนางเอกสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งดวงตาเลือนรางมากแล้ว ภาพลักษณ์ของพินิจ หุตะจินดาที่เพชรา เชาวราษฎร์เห็นรางๆ ในคราวนั้น คือ ชายหนุ่มที่สวมแว่นสายตาอยู่เสมอ นี่แหละที่ทำให้เพชราเรียกเขาว่า “แว่น” มาตั้งแต่บัดนั้น
การติดต่อขอสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากสมัยนั้นที่บ้านย่านบางกระบือยังไม่ได้ติดตั้งโทรศัพท์ อาศัยโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญโทร.ตื๊อทุกวัน โทร.กันเป็นเดือนจนเพชราใจอ่อนตกลงปลงใจให้สัมภาษณ์ ครั้นใจอ่อน เธอก็ยังเล่นแง่อีกว่า “อยากสัมภาษณ์ก็หาที่อยู่เอาเองซิ”!! จากนั้น เขาทำการเช็กที่อยู่จาก 13 จนรู้ที่ตั้งของตัวบ้าน แต่เมื่อไปถึงย่านรามคำแหง ก็ยังต้องมะงุมมะงาหรา ถามคนที่บริเวณปากซอยนายแพทย์ปรีชา(รามคำแหงซอย 4) กันยกใหญ่ กว่าจะถึงที่หมาย
นี่คือความฝันของนักข่าวคนหนึ่งในสมัยนั้น
การพูดคุยในคราวนั้น นัดหมายที่ 09.00 น. แต่เพลิดเพลินอยู่กับอีกหลายเรื่องราวจนถึงเวลา 21.00 น. เรียกว่าคุยกันทุกเรื่องจนเป็นที่สนิทสนม รักใคร่ ความคิดและอคติที่เคยมีกับเพชรา เชาวราษฎร์หมดสิ้น!! กลับรู้สึกตรงข้ามว่า เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนฉลาดมากอย่างที่คิดไม่ถึง เขาต้องนำงานชิ้นนั้นไปอ่านให้เพชราฟังก่อนที่จะตีพิมพ์ เมื่อนิตยสารบานไม่รู้โรยวางตลาด ยุทธนา มุกดาสนิทอ่านงานชิ้นนี้ แล้วติดต่อผ่านมาทางสุชาติ สวัสดิ์ศรีว่าอยากนำไปทำเป็นภาพยนตร์
“เราบอกว่า เป็นไปไม่ได้ พี่อี๊ดไม่ให้หรอก หลายเรื่องที่คุยกันในวันนั้น เป็นออฟเรดคอร์ด เปิดเผยไม่ได้จนถึงทุกวันนี้”
หลังจากบทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น ยังมีงานอีก 1 ชิ้นเรื่อง “เพชราเอียงหูฟังทีวี” ให้กับธเรศวร์ สุศิวะในหนังสือพิมพ์อินไซด์ทีวี โดยให้เธอฟังเสียงของพระเอก – นางเอกดังๆ ในสมัยนั้น แล้วบอกถึงนิสัย ใจคอ ตลอดจนถึงตัวตนจริงของคนเหล่านี้
พินิจ หุตะจินดา ยังเป็นคนกลางประสานให้เพชรา เชาวราษฎร์สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุอีก 2 รายการคือ รายการเฟรซแอนด์ฟัน ดำเนินรายการโดย มาลี บุณยศรีสวัสดิ์ และรายการ สราญรมย์ ของประภัสสร เสวิกุล
พินิจ หุตะจินดา กล่าวว่า เพชรา เชาวราษฎร์มีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่า วันหนึ่งดวงตาเธอจะกลับมาเป็นปกติ มองทุกอย่างได้กระจ่างชัดดังเดิม ดังนั้น เพชราจึงไปทุกหนแห่งที่ซึ่งเป็นความหวัง ไม่ว่าจะเป็นหมอวิทยาศาสตร์ หมอไสยศาสตร์ ดังนั้น … ช่วงที่ตามืดสนิทนั้น เธอจึงซัฟเฟอร์มาก
“พี่อี๊ดไม่ยอมเจอใครเลยเป็นเวลานานมาก ราวๆ 10 ปี เพิ่งมาทำใจยอมรับความจริงเมื่อสัก 10 ปีให้หลังมานี้เอง เมื่อทำใจกับเรื่องเวรกรรมได้แล้วจึงประคับประคองชีวิตให้อยู่ให้ได้ ภายนอกภาพลักษณ์ของพี่อี๊ดดูบอบบาง อ่อนโยน แต่ลึกลงไป พี่อี๊ดเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ใจแกร่ง เรียกว่าใจเพชร”
“เขาบอกว่า ทุกคนเห็นเขา แต่เขาไม่เห็นใคร เขารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ สายตาที่คนอื่นมองเขาอย่างสมเพช เวทนา เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ อันนี้เราเข้าใจนะ ใครจะมาสมเพชเวทนาเรา เราก็ไม่ยอมนะ ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่คุณค่าของคนยังมีอยู่ มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน”
สมัยหนึ่ง เพชรา เชาวราษฏร์เคยถูกแอบถ่ายรูปขณะตักบาตรอยู่ที่หน้าบ้านในเช้าวันหนึ่ง
“พี่อี๊ดคิดว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เหมือนแกมีสัมผัสพิเศษ แกเล่าว่า เหมือนมีแสงแวบเข้ามาที่นัยน์ตา ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าระยะห่างใกล้ไกลจากกล้องแค่ไหน แกรู้สึกตลอดเวลาว่า เหมือนมีใครยืนอยู่ตรงนั้น เพียงแต่แกไม่มั่นใจ จนกระทั่งแกถามปูเด็กที่อยู่ยืนอยู่ด้วยขณะตักบาตร ก็ยืนยันว่ามีคนยืนอยู่ตรงนั้นจริง ความมาชัดเจนเมื่อมีการตีพิมพ์ภาพนั้น เธอโกรธมาก และรู้สึกว่า ไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากให้ใครถ่ายรูปแล้วไปมองเค้าในทางที่ดีหรือไม่ดี”
“บางวันเราโทร.ไปถามสารทุกข์สุขกัน เช่น พี่อี๊ดวันนี้ทำอะไรอยู่ พี่อี๊ดก็ตอบว่า วันนี้ทำความสะอาดบ้าน เราก็เป็นคนปากไวโดยพื้นฐาน ก็เลยพูดออกไปว่า ตาบอดแล้วยังทำความสะอาดบ้านอีก ไอ้มลที่เป็นแม่บ้านก็อยู่ ทำไมไม่ให้ไอ้มลทำ มลเป็นเหมือนกับมือขวาของพี่อี๊ด ช่วยงานทุกอย่าง เนื่องจากว่า คุณเพชราเป็นคนที่รักความสะอาดมาก ดังนั้นเธอจะเป็นคนที่ดูดฝุ่นเอง กฎข้อหนึ่งที่คุณชรินทร์สั่งไว้คือ เพชราจะเป็นคนทำความสะอาดห้องพระ, โต๊ะหมู่บูชาเพียงคนเดียวเท่านั้น การที่เราปากไว พูดว่า ตาบอดหรืออะไรเนี่ย ไม่ได้หมายความว่า เราแสดงความก้าวร้าวหรืออย่างไรนะ แต่มันเป็นเรื่องที่เราคุยกันอย่างสนุกสนานเหมือนพี่สาวกับน้องชาย เพราะเราต่างก็พิการด้วยกันทั้งคู่” พินิจ หุตะจินดากล่าว
กล่าวคือ เพชรา เชาวราษฎร์ อยู่ในโลกมืด ส่วนพินิจ หุตะจินดา ต้องใช้ไม้รัดข้อแขนมือช่วยในเวลาเดินทางไปไหนมาไหน เนื่องจากขาพิการ แต่บ่อยครั้งที่คนคุ้นเคย มักจะเห็นเขาสะพายเป้ใบใหญ่ พกพาหนังสือมากมายหลายเล่ม โดยสารไปไหนมาไหนด้วยรถโดยสารปรับอากาศหรือรถตู้อยู่เป็นกิจวัตรประจำวัน
พินิจ หุตะจินดายืนยันว่า เพชรา เชาวราษฎร์เดินภายในบริเวณบ้านได้อย่างแคล่วคล่อง โดยไม่ต้องมีไม้เท้า แม้ในบริเวณจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม เธอถือก้านแก้วไวน์เดินตามโต๊ะได้อย่างคนสายตาปกติ เป็นที่มหัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่เพิ่งพบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับคนรู้จักคุ้นเคยดี เห็นเป็นเรื่องปกติ ส่วนงานวันเกิดนี้ กฎข้อเดียวที่ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่รับรู้และรับทราบคือ ห้ามถ่ายรูป!! ถือเป็นคืนวันสำคัญที่ไม่อาจจดจำด้วยภาพถ่าย …
กลุ่มคนในวงการบันเทิงที่สนิทสนม ไปมาหาสู่เป็นประจำ เช่น ดรุณี ชื่นสกุล, มานี มณีวรรณ, โขมพัสตร์ อรรถยา, วาสนา ชลากร , เอื้อมเดือน อัษฎา, บุศรา นฤมิตร, อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, เยาวเรศ นิสากร, ดอกดิน กัญญามาลย์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ลลิตตา ฉันทศาสตร์โกศล, โดม สุขวงศ์, วิทยา ศุภพรโอภาส เป็นต้น
“พี่อี๊ดเป็นคนมีน้ำใจ ห่วงใยคน พูดค่อย เดินค่อย ใช้คำสวยอย่างกุลสตรีไทยสมัยเก่า เป็นคนดื้อตาใส หัวแข็งเหมือนกัน และเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง อะไรที่เค้ายืนยันว่า ใช่ คือ ใช่ ไม่ก็คือไม่”
นี่เป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งจากความทรงจำของพินิจ หุตะจินดาที่มีต่อเพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผู้เป็น “เอก” ตลอดกาลของวงการภาพยนตร์ไทย
ความข้างล่างต่อไปนี้ คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์ อินไซด์ทีวี ประจำวันที่ 1- 7 สิงหาคม 2535 หน้า 3
เพชราพูดถึงดารานักแสดงชาย – หญิงยอดนิยมของวงการโทรทัศน์ทุกวันนี้ จากการฟังเสียงและจินตภาพขึ้นในใจด้วยตนเอง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนเหมือน “ตาเห็น” หรือคุณคิดอย่างไร
ฉัตรชัย เปล่งพานิช – เราไม่เคยเจอตัวเขาหรอก แต่ฟังจากการแสดง เราคิดว่าเขาเป็นแมนดี และถ้าสังเกตนำเสียงนะ เป็นคนหนักแน่น ทำอะไรทำจริงๆ
วรุต วรธรรม – เป็นหนุ่มทรงสเลนเดอร์ สมัยใหม่
ยุรนันท์ ภมรมนตรี – เราว่าเขาเป็นคนน่ารัก รูปหล่อ คุยอะไรตรงไปตรงมา จริงใจ
ลิขิต เอกมงคล – เป็นคนจริงจังกับชีวิตมากๆ เลย ไม่ค่อยชอบหวือหวาอะไร จริงจังซะมาก ไม่นึกว่าดารารุ่นนี้จะมีคนอย่างลิขิตอะไรแบบนั้น
จอนนี่ แอนโฟเน่ – ได้ยินแต่เสียงเล่นละคร รู้สึกว่าเขาเป็นวัยรุ่น รุ่นใหม่ทั่วๆ ไป ก็แบบนี้แหละ
สันติสุข พรหมศิริ – รู้สึกเป็นคนดีนะ ไม่ล่อกแล่กหลุกหลิก เป็นคนจริงจัง จริงใจ
รอน บรรจงสร้าง – ตอนที่เล่นละครแรกๆ เขาบอกว่ารูปหล่อ เล่นละครไม่เก่ง มาตอนหลังนี้เขาบอกว่าเล่นเก่งมากแล้ว
ศรัณยู วงศ์กระจ่าง – เขาก็เหมาะบางบทบาทนะ ไม่ทั่วๆ ไป
จินตหรา สุขพัฒน์ – น่ารัก น้ำเสียงเขาเป็นคนจริงจัง ไม่หลุกหลิกล่อกแล่ก เป็นคนใจบุญด้วยนะ รับผิดชอบต่องานและตรงต่อเวลา ดาราต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะอยู่ยงคงกระพัน
สินจัย หงษ์ไทย – ดีนี่เท่าที่ฟังๆ ดู เพราะว่าผู้หญิงนี่นะ เข้ามาอยู่ในวงการตอนนั้นมันต้องหาสังกัดที่ตัวเองไว้วางใจ หาหลักที่พักพิงได้ เชื่อถือได้ใช่ไหม เขาก็เล่นดีนะ
กมลชนก โกมลฐิติ – รู้สึกเขาก็ดีนี่ เขาก็เก่ง แต่ฟังน้ำเสียงเขาแล้วมันไม่ถึงบทบาทเท่าจินตหราน่ะ เพราะเราฟังเขาน้อยเกินไปรึไงไม่รู้ แต่คู่กรรมนี่ฟังเขา รู้สึกเขาเล่นได้ดีมากๆ เลย
จริยา สรณคมน์ – ช่อง 3 ไม่ค่อยได้ดู เพราะฟังแค่ช่องหนึ่งเราก็พอแล้ว หลับๆ ตื่นๆ ก็ฟังตอนที่นกเขาจะบินนั่นแหละ เขาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่โตมากไม่ใช่รึ
มนฤดี ยมาภัย – ตอนที่เขาเล่นดาวพระศุกร์นะ อย่าบอกใครเลย หนังก็หนังเหอะ สวดผีก็ต้องเอาทีวีไปตั้งจริงๆ นะ ขนาดที่ศูนย์อิสลามมีงานใหญ่ใกล้ๆ บ้านนี่นะ มีหนังฟรีก็ยังดูดาวพระศุกร์ก่อนถึงจะมาดูหนังจอ ว่ากันจริงๆ เขาเล่นดีด้วยนะ
ชไมพร จตุรภุช – คนนี้รู้สึกเขาเจ้าบทบาทดีนะ น้ำเสียงเขามีหวาน ทั้งเซ็กซี่ ทั้งเศร้า เขาพร้อมนะ
ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี – น้ำเสียงเขาฟีลลิ่งดีมากๆ
มาช่า วัฒนพานิช – น้ำเสียงก็ดีนะ เขาว่าเล่นดีนี่
หัทยา เกษสังข์ – เขาก็ดีนี่ ตอนหลังเขาเล่นคดีแดงเป็นประจำ เขาแคล่วคล่องว่องไวดี แต่ไม่ได้ฟังรายการวิทยุของเขา เป็นคนมั่นใจในตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกที่ทำมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากๆ จากการพูดการจา ปฏิภาณไหวพริบในการพูดการแสดง เขาทำได้ทุกอย่างที่เขาอยากทำ เขาคงสมาร์ทแหละ ไม่อ้วน ไม่ผอม ไม่สูงมาก อย่างดีก็ราวๆ 160 กว่าเซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมนิดหน่อย
พลอย จำปานิล : ก็แกล้งๆ แต่งให้เหมือน
ใครๆ เรียกเธอว่า “พลอย เพชรา” เพราะครั้งหนึ่งเธอถูกแต่งให้เหมือนในนิตยสาร “ลลนา” ยุคที่ แมว สมถวิล จรรยาวงษ์ เป็นบรรณาธิการบริหาร วันนี้เพื่อนฝูงหยอกล้อเธอว่า “เพชร” หายไปเหลือแต่คำว่า “ชรา” ที่ยังโดดเด่นอยู่ แหม… เรื่องนี้ มันผ่านวัน เวลามานานแล้ว
หลังเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต จากรั้วจามจุรี เมื่อปี 2528 เธอเริ่มต้นทำงานแห่งแรกด้วยการเป็นช่างแต่งหน้าอยู่ที่คัฟเวอร์มาร์ค ต่อมาเพื่อนๆ ชักชวนให้มาทำงานหนังสือ โดยสมัครเป็นฝ่ายขายโฆษณาให้แก่นิตยสาร FACE แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ย้ายตัวเองมาทำข่าวสังคม
“เมื่อเราได้ลองทำงานในฝ่ายขายโฆษณาได้ไม่นาน ทางผู้บริหารก็เห็นว่า เราน่าจะเหมาะกับงานอื่นๆมากกว่า ก็เลยลองให้แต่งตัวสวยๆ ออกงานสังคม เราก็แต่งตัวธรรมดาๆ นี่แหละ ไม่ได้แต่งย้อนยุคเป็นเพชรานะ สมัยก่อนมีหนังสือและผู้สื่อข่าวไม่เยอะอย่างสมัยนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด” พลอย จำปานิลกล่าวกับซูเปอร์บันเทิง ออนไลน์
จนวันหนึ่ง โครงหน้าของเธอไปสะดุดสายตาเมกอัพอาร์ตติส “ต้อ” ชรภาส โอภาสพันธ์ จึงมีการทาบให้มาเป็น “แบบ” ให้กับคอลัมน์ “ก็แกล้งๆ แต่งให้เหมือน” ในนิตยสารลลนา การทำงานในครั้งนั้น ชรภาส โอภาสพันธ์ แต่งหน้า, โสภา กำพลวรรณ (เกศสยาม) ทำผม และถ่ายภาพโดย วชิรา วิชัยสุทธิกุล
“ผมนี่ยุ่งยากที่สุด หน้าไม่เท่าไหร่ เนื่องจากพี่ต้อบอกว่าเรามีโครงที่ละม้ายเพชราอยู่แล้ว พี่โส เป็นอาจารย์สอนทำผมอยู่ที่เกศสยาม สมัยก่อนยังไม่มีผมย้อนยุคขายอย่างทุกวันนี้ ต้องใช้แฮร์พลีทมาเติมๆ เข้าไป แล้วมาประดิษฐ์เป็นช่อๆ โดยใช้รูปคุณเพชรา เชาวราษฎร์เป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นมุม, กิริยา ตลอดจนแสงที่ใช้ในการถ่ายรูปก็พยายามที่จะทำให้ใกล้เคียงกับภาพต้นแบบมากที่สุด ใช้เวลาทำงานจนเสร็จสิ้น ประมาณ 3 ชั่วโมง”
เมื่อภาพของเธอได้รับการตีพิมพ์ ทุกคนเรียกเธอว่า “พลอย เพชรา” แทนที่จะเรียก “พลอย จำปานิล” ขณะที่เธอยังทำงานให้กับนิตยสารเฟส ก็มีโอกาสอื่นๆ เข้ามาอีกหลายชิ้น เช่น งานโฆษณากาแฟโคฟี่ , งานโฆษณาหมู่บ้านจัดสรร และได้รับการทาบทามจาก “โหน่ง” – วิทยา สุภากิจ อดีตสไตลิสต์นิตยสาร “แก้ว” ให้มาถ่ายแบบแฟชั่นอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนั้น “เล็ก” – วาสนา โอดิศัย ทำผม, “แมว” ทัศนพงษ์ สวัสดิพงษ์ แต่งหน้า
ทุกชิ้น ลุคเดียวกันคือ เพชรา ตั้งแต่เสื้อผ้า หน้า ผม
วันนี้ เธอสารภาพบาป!! ที่เคยเบี้ยวคิวละครเรื่องหนึ่ง
“สมัยนั้น เราได้รับการทาบทามจากเจ้าของงานต่างๆ ให้เป็นเซเลบ แล้วก็มีคณะละครเจ้าหนึ่งติดต่อเข้ามา ตอนนั้น ใจจริงเราไม่อยากรับ เพราะรู้ว่าเป็นงานที่เราไม่ถนัด แต่ทนลูกตื๊อไม่ไหว เลยรับปากส่งๆ ไป แต่พอถึงวันถ่ายทำจริง เราก็เบี้ยว ไม่ไปกองละครซะอย่างนั้น นิสัยแบบนี้ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ”
วันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเลือกดูหนังสือในชอปแห่งหนึ่ง ก็พบ “พลอย เพชรา” ในเวอร์ชัน “ลลนา” ถูกนำมาเป็นต้นแบบในการวาดภาพเหมือนเพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของปกนวนิยายเรื่อง “จ้าวแม่ทองคำ” สำนวนแปลโดย ประมูล อุณหธูป (ต้นฉบับ – เจอรัลด์ สแปร์โรว์) สำนักพิมพ์ บ้านหนังสือ เธอจึงซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
นอกจาก FACE แล้ว ยังไปทำงานให้กับนิตยสาร “เปรียว” ซึ่งสมัยนั้นทั้ง 2 เล่มอยู่ในออฟฟิศของสยามกีฬา
“สมัยอยู่ต่างจังหวัด ก็มีคนพูดเหมือนกันว่าหน้าเหมือนเพชรา แต่บางคนก็บอกว่า หน้าเหมือนวิภาวดี ตรียะกุล”
ภาพลักษณ์ต่างกันมาก ทั้งนี้เพราะ เพชรา เชาวราษฎร์ คือ นางเอก แต่วิภาวดี ตรียะกุลคือ ดาวยั่ว!! ลึกลงไปในใจเธอ พลอย จำปานิลเป็นคนชอบผู้หญิงสวยคลาสสิก นักแสดงต่างประเทศคนหนึ่งที่เธอชอบคือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น เธอว่า ลุคของเพชรามีบางอย่างที่ละม้ายกับออเดรย์
“โครงหน้าตาเราก็ไม่ใช่คนสมัยใหม่ แต่เป็นคนที่มีโครงหน้าโบราณ”
ต่อมา …พลอย จำปานิล ได้เบอร์โทรของเพชรา เชาวราษฎร์จากกองบรรณาธิการนิตยสาร “ลลนา” หลังจากที่นิตยสารลลนาเล่มนั้นวางแผงแล้ว เธอมีโอกาสโทร.ไปคุยกับเพชรา เชาวราษฎร์
“ตอนที่เราโทร.ไป เพชรารู้เรื่องที่ถ่ายลงนิตยสารลลนาแล้ว เนื่องจากมีคนบอกให้ฟัง เราโทร.ไปขออนุญาต เนื่องจากใช้ชื่อของเธอมาพ่วงชื่อของเรา เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าทำให้เสียชื่อเสียงก็แล้วกัน นอกจากนี้ ยังได้คุยในเรื่องการทำงานสมัยก่อน ถึงรู้ว่า เพชราแต่งหน้าและดูแลเสื้อผ้าเอง กองถ่ายสมัยก่อนไม่มีช่างแต่งหน้า และฝ่ายคอสตูมอย่างทุกวันนี้ ครั้งที่สองเราโทร.ไปตอนที่เธอจัดรายการวิทยุ ถามเรื่องเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอาง เราอยากรู้เพื่อที่จะเอาไปปรับใช้กับงานของเรา”
ปีนี้ 2552 ทิ้งช่วงห่างจากวันวันที่สำเร็จปริญญาตรีมา 24 ปี .. เธอกลับมาเรียนต่อปริญญาโทในภาควิชา ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“เราเองรู้สึกละอายใจเหมือนกันว่า เราเรียนจบจากคณะนี้ไปนานมาก แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย เมื่อเราอายุมากขึ้น ความคิดและทัศนคติก็เปลี่ยนไป ช่วงหนึ่งเราถามตัวเองบ่อยมากว่าชีวิตจะเหลืออยู่อีกกี่ปี ยังไม่ได้ทำงานให้แก่สังคมเป็นชิ้นเป็นอันเลย อีกประการหนึ่ง เรากำลังจะพาตัวเองออกจากวงการแล้ว ทุกวันนี้เรารับงานแต่งหน้าน้อยลง เพราะต้องเรียนปริญญาโทในภาคปกติ ทุกวันจันทร์ – พฤหัสบดี ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายทุกวัน เราตัดสินใจแล้ว ที่จะเอาวิชาความรู้ตรงนี้กลับไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้แก่เด็กด้อยโอกาสในต่างจังหวัด”
พลอย จำปานิล เป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความทรงจำ ในลุคของเพชรา เชาวราษฎร์ ในอดีต

ตอนที่ 3

เพชรา เชาวราษฎร์ น่าจะเป็นนางเอกคนแรกของวงการภาพยนตร์ไทยที่โดนแอบถ่าย กรณีนี้เกิดขึ้นที่หน้าบ้านเธอในเช้าวันหนึ่ง เหตุการณ์นั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับเธอเป็นอย่างมากจนแทบอยากจะปิดความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกไปตลอดกาล

วันนี้ สันติ เศวตวิมล เปิดใจ “คำต่อคำ” กับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์ถึงกรณีแอบถ่าย “เพชรา” ในปีนั้น เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้”
“ปาปารัสซี” รุ่นแรก
นิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” (รายสัปดาห์) ที่เปิดตัวเล่มแรกเมื่อ 26 พย. – 2 ธค. 2535 น่าจะถือได้ว่า เป็น “ปาปารัสซี” รุ่นแรกของเมืองไทย เนื่องจากปีที่ 1 ฉบับที่ 50 ประจำวันที่ 6 – 12 พย. 2536 ทางกองบรรณาธิการซึ่งนำทีมโดย สันติ เศวตวิมล ได้สัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ และมีรูปแอบถ่ายขณะที่เธอกำลังใส่บาตรอยู่ที่หน้าบ้านพักในซอยแพทย์ปัญญา รามคำแหง จนถึงวันนี้ …สันติ เศวตวิมล กล่าวกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์ว่า “ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เจอกันเลย”… นั้นคือเรื่องราวเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ตอนทำหนังสือชีวิตต้องสู้ แล้วไปแอบถ่ายรูปเพชรา
“คุณเพชราเขาไม่เคยให้สัมภาษณ์ใครเลย นับตั้งแต่เขาไม่สบาย นัยน์ตาเจ็บ เป็นเวลามากกว่ายี่สิบกว่าปี ไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร และไม่ยอมพบ ทั้งที่ผมกับคุณฉึ่ง (ชรินทร์ นันทนาคร) สามีของเขาสนิทกัน เพราะพี่ฉึ่งเป็นลูกศิษย์ของน้าผม ไสล ไกรเลิศ ที่แต่งเพลงผู้ชนะสิบทิศน่ะ ผมก็เคยไปนอนบ้านคุณเพชราที่หลังอำเภอ จังหวัดระยอง ทีนี้เราก็มองว่าชีวิตต้องสู้มันขายสกู๊ป ไม่มีใครเข้าหาคุณเพชราได้”
“สุดท้ายผมก็เลยเอาล่ะ ผมจะทำสกู๊ปขายชีวิตต้องสู้ ด้วยการติดต่อขอสัมภาษณ์เพชรา ปรากฏว่าเพชราให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ คุยได้ทุกเรื่องก็ลงในชีวิตต้องสู้หมดทุกอย่าง ถึงเบื้องหลังว่าทำไมตาบอด ไปรักษาอย่างไร อยู่อย่างไร สภาพทุกวันนี้เป็นอย่างไร มีความหวังอะไร แต่ว่าไม่ยอมให้ถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด”
“ผมก็ใช้วิธีสืบไปว่า ทุกเช้าคุณเพชราจะต้องออกมาตักบาตรหน้าบ้านเขา อยู่แถวรามคำแหง ผมก็เลยให้ช่างภาพไปดักถ่าย เพราะว่าผมไปไม่ได้ เพราะถ้าผมไป เขาจำผมได้ ไปดักถ่ายก็ได้รูปเพชราออกมาตักบาตร ในสภาพไม่ได้แต่งตัว เป็นชาวบ้านธรรมดา ก็ได้รูปมา ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกของวงการบันเทิงที่มีการถ่ายรูปเพชรา หลังจากที่เขานัยน์ตาบอด แล้วก็สัมภาษณ์เพชราได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เพชราไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใคร แต่ก็สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นะ ไม่ได้สัมภาษณ์ตัวต่อตัว”
ตอนนั้นปี พ.ศ. อะไร?
“พ.ศ. 2535 น่าจะประมาณยี่สิบกว่าปีที่เขาเก็บตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์เลย ผมเคยถามพี่ฉึ่ง ว่าทำไม เขาบอกว่าเพชราอยากให้ทุกคนจำภาพเพชรานัยน์ตาน้ำผึ้ง ไม่อยากให้เห็นสภาพเพชรานัยน์ตาเสีย นัยน์ตาพิการ ก็เลยกลัวมาก เพราะคุณเพชราเขาเป็นคนรักษาภาพลักษณ์ตัวเองมากๆ เลย(เน้นเสียง)”
เหตุผลที่ไปทำสกู๊ปและถ่ายรูปนั้น ต้องการนำเสนอออกมาในทิศทางไหน?
“วันนี้ของเพชราเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่ว่าคนอยากรู้ว่าวันนี้เพชราทำอะไร ยี่สิบกว่าปีที่ไม่ได้ออกวงการ ไม่ให้ใครพบหน้า เพชราวันนี้ตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอน เพชราทำอะไร ผมรายงานอย่างละเอียด แล้วก็อยากได้รูปเพชราในสภาพที่ไม่ได้เป็นนางเอก แต่เป็นแบบชาวบ้านธรรมดา”
ตอนไปถ่ายรูป คุณเพชรารู้ตัวไหม?
“ไม่รู้ๆ”
หลังจากตีพิมพ์ออกไปแล้ว คุณเพชราทราบเรื่องนี้เขาเป็นอย่างไร?
“เขาโกรธๆ (ขั้นไหน) ก็ต่อว่ากัน ว่าผ่านพี่ฉึ่งว่าทำไมต้องมาแอบถ่ายด้วย เราก็บอกว่าถ้าไม่แอบถ่ายก็ไม่ได้รูป เพราะเพชราไม่ยอมให้ถ่ายเลย ถ้าไม่แอบถ่ายมันก็ไม่ได้รูปสิ แต่เราก็ไม่กลัว แม้ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่เราเชื่อว่าเราพูดกับเพชราได้ กับพี่ฉึ่งได้ ว่าถ้าเขาจะฟ้อง นี่พูดกันแบบนักหนังสือพิมพ์นะ ถ้าเขาจะฟ้องว่าเราละเมิดเขา ไปถ่ายรูปเขานะ ผมคิดว่าก็น่าจะเคลียร์ได้ ก็คงจะพูดกับพี่ฉึ่งว่าขอร้องล่ะ แต่โกรธก็เรียกว่าโกรธน่ะ ทุกวันนี้ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เจอกันเลย”
หลังเหตุการณ์นั้นยังไม่มีการเคลียร์อะไรกันเลย?
“ไม่มีเคลียร์ๆ เพราะว่ามันไม่ได้ผิดอะไร สัมภาษณ์เขาก็ให้สัมภาษณ์ผม แต่เขาขอร้องไม่ให้ผมถ่ายรูป แต่ผมก็แอบถ่ายน่ะ ถ้าเป็น ปาปารัสซี ก็คงจะเป็นปาปารัสซีรุ่นแรกมั้ง (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ทำลาย ไม่ได้เป็นรูปจูบกัน กอดกัน หรือเป็นเรื่องทางชู้สาว อย่างที่ปาปารัสซีทำกันในทุกวันนี้ นี่เป็นเรื่องชีวิตประจำวัน แต่งตัวแบบชาวบ้าน แล้วก็ตักบาตรตอนเช้าหน้าบ้าน ผมว่า น่ารักจะตาย”
ไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง?
“ไม่ฟ้องๆ แต่โกรธน่ะโกรธแน่ๆ”
อิงคศักย์ เกตุหอม : ทำเรื่องมิตร ต้องคุยกับเพชรา
อิงคศักย์ เกตุหอม ฉายาของเขาคือ “เอ็ม เฉลิมกรุง” เขาเป็นเจ้าของผลงานเขียนหลายเล่มที่เกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา เช่น “วันมิตร” คือผลงานเล่มแรก สำเร็จเมื่อปี 2539 โดยยกให้หอภาพยนตร์แห่งชาติพิมพ์ออกขายเพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิหนังไทย ผลงานอื่นๆ เช่น ความหมายแห่งชีวิต มิตร ชัยบัญชา, การตายที่ไม่ธรรมดาของมิตร ชัยบัญชา, ดาวดิน ปาฏิหาริย์แห่งรัก ลิขิตหัวใจ ( นวนิยายจากชีวิตจริงของมิตร ชัยบัญชา), Forever in my Heart ความทรงจำแด่มิตร ชัยบัญชา เป็นต้น
ปัจจุบัน อิงคศักย์ เกตุหอม เป็นผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดซื้อ บริษัท ยูนีเวอร์สบิวตี้ จำกัด
“ทำเรื่องมิตร ต้องคุยกับเพชราด้วยนะ” ชัยโรจน์ บ่อเหมบอกกับเขาพร้อมกับเป็นคนนำเบอร์โทรศัพท์คุณเพชรา เชาวราษฎร์มาให้ ก่อนหน้านี้ชัยโรจน์ได้เกริ่นกับเพชราไว้บ้างแล้ว
อิงคศักย์ เกตุหอมมีโอกาสพบกับเพชรา เชาวราษฎร์เมื่อปี 2540 เป็นครั้งแรก
“โดยเฉลี่ยแล้วผมจะเจอกับพี่อี๊ดประมาณปีละ 2-3 ครั้ง หลักๆ คือวันคล้ายวันเกิด และวันที่อยากกินอะไรก็ซื้อมาทำกินกัน เป็นมีตติ้งก็มี” อิงคศักย์ เกตุหอม กล่าวกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์
ในอดีต เพชรา เชาวราษฎร์จะปรากฏตัวในงานกุศล งานประเพณีต่างๆ และรอบปฐมทัศน์ของหนัง วันนี้การทำงานกับมิสทินก็ยังไม่ได้หลุดจากหลักเกณฑ์นี้…คือ งานการกุศล
“มิสทินคุยได้สำเร็จเพราะเขาใช้คำว่า เชิญมาทำการกุศล ก่อนหน้ามิสทินเคยมีสินค้าตัวอื่นๆ มาหาพี่อี๊ด แต่คุยไม่ตรงจุด ไม่ถูกประเด็น พูดแล้วไม่โดนใจ ผมเข้าใจว่าทางมิสทินน่าจะศึกษาข้อมูลก่อนที่จะมาคุยกับพี่อี๊ด ทำอย่างไรให้พี่อี๊ดรับฟังและสนใจ คำว่าการกุศลทำให้การสื่อสารได้รับการตอบรับ แทนที่จะตอบปฏิเสธอย่างเจ้าอื่นๆ – ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ”
“จากคนที่เคยมองเห็นทุกอย่าง จู่ๆ มองเห็นทุกอย่างเป็นสีเทา จนกระทั่งสีหายไปหมด ภาพของคนที่เคยเห็นอยู่รางๆ ว่ามีคนนั่งคุยอยู่ ความมั่นใจในตัวเองเริ่มขาดหายไป เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนเชิญไปไหน แกก็จะคิดในแง่ตรรกะว่า คนหนึ่งมองเห็นแก แต่แกมองไม่เห็นใคร รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แล้วแกก็ยังไม่สามารถมองเห็นตัวเองด้วย ได้แต่ฟังคนอื่นพูด อย่างผมบอกว่า พี่อี๊ดยังสวยอยู่เลย แกก็จะบอกว่า จะสวยได้อย่างไร อายุมัน 60 กว่าแล้ว แกจะมีข้อโต้แย้งในเรื่องพวกนี้ พี่สวยจริงๆ นะ ผิวพรรณดี บุคลิก ความจำดีนะ แกก็จะบอกว่า ยังไงคนเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามอายุ คนที่มาหาพี่จะมีความคาดหวังสูง แต่ถ้าเห็นแล้วผิดหวัง เท่ากับเราไปทำลายความทรงจำของเขา ในเมื่อทุกคนเห็นพี่ แต่พี่ไม่เห็นใคร งั้นพี่อยู่บ้านดีกว่า ใครมีอะไรก็คุยกัน”
ดอกดิน กัญญามาลย์นอกจากจะเป็นคนตั้งชื่อให้เพชราแล้ว ยังเป็นคนสร้างมิตร ชัยบัญชากับเพชรา เชาวราษฎร์ให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย
“ดอกดินได้ผูกมิตรกับเพชราเข้ามาในหนังของดอกดิน พอคุณมิตรรับงานของค่ายอื่นที่เข้ามา คุณมิตรก็จะถามว่า เอาอี๊ดมั้ย การแนะนำของคุณมิตรทำให้เจ้าของหนังมีกำลังใจ เพราะรับประกันได้ว่าหนังของมิตร – เพชรายังไงก็ไม่ขาดทุน หลังๆ คุณมิตรไม่ต้องเชียร์แล้ว คนที่มาติดต่อจะบอกว่าขอเพชราได้มั้ย ใบคิวของพระ – นางคู่นี้ก็เลยต้องทำควบกันไป มันทำให้วงการภาพยนตร์สมัยนั้นมีความคึกคัก”
อิงคศักย์ว่า ชรินทร์เริ่มจีบนางเอกสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งตั้งแต่ปี 2506 ซึ่งขณะนั้นชรินทร์ทำงานเป็นฝ่ายการตลาดให้ดอกดิน กัญญามาลย์ และเพชราทราบถึงเรื่องราวในอดีตของพ่อหม้ายผู้นี้
“เทียบอย่างนี้ว่า คุณชรินทร์เหมือนกับ AF คนหนึ่ง ไปร้องเพลงที่ไหน คุณสปัน ที่เป็นแฟนคลับก็จะตามไปเชียร์จนกระทั่งเกิดเป็นความรักขึ้น ลูกสาวเศรษฐีกับนักร้องหนุ่มเลยต้องไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เปลี่ยนสถานภาพจากลูกคุณหนูมาเป็นแม่บ้าน อยู่ด้วยกันปุ๊บก็มีลูกเลย คุณสปันซึ่งเรียนจบวิชาการเรือนมาจากต่างประเทศต้องมาเย็บผ้าโหล เพื่อให้พอมีรายได้รวมกันในการเลี้ยงลูก เมื่อตัวเองหมดสภาพของแฟนคลับกลายมาเป็นเมียอยู่กับบ้าน และเริ่มมีคำถามในตัวคุณชรินทร์มากขึ้น เช่น ทำไมต้องมีคนมาส่ง, ทำไมกลับไม่เป็นเวลา จนเมื่อคุณสปันหมดความอดทนก็เลยขอหย่าและกลับไปอยู่กับพ่อ แต่เอาลูกสาว 2 คนไปด้วย เพราะว่าตา – ยาย รักหลาน คุณชรินทร์เสียอกเสียใจมาก กินเหล้าเมามาย ร้องห่มร้องไห้ พี่อี๊ดมาเจอคุณชรินทร์ในสภาพที่โทรมมาก”
“แม้คุณชรินทร์จะเกิดจากวงการเพลง แต่เมื่อมาพบรักกับเพชรา ทั้งคู่ได้ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ไทย เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน ในนาม นันทนาครภาพยนตร์ เมื่อคุณชรินทร์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ มีกลุ่มแฟนคลับ และมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง มันก็เลยเหมือนกับรักชรินทร์ต้องรักเพชรา และรักเพชราต้องรักชรินทร์ ผูกกันไปแบบนี้”
ใช่…ชีวิตจริงทั้งคู่ไม่ได้แค่ “ร่วมสุข” เพียงอย่างเดียว หากแต่ “ร่วมทุกข์” และเป็นแสงสว่างในดวงตาแทนความมืดมนของอีกฝ่าย เขาคือ ยอดสุภาพบุรุษที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตจริง
“หนุ่ม” แฟนพันธุ์แท้ดาราไทย : เธอคือ ราชินีจอเงิน
เลือก “หนุ่ม” – ประเสริฐ เจิมจุติธรรม มาร่วมสกู๊ปชิ้นนี้ เพราะเขาคือแฟนพันธุ์แท้ดาราไทยร่วมกับอุ๊บ วิริยะ ครั้งใดที่นิตยสาร Volume จะทำเล่มพิเศษที่เกี่ยวข้องกับดารา เขามักจะเป็นคนเขียนบทความให้เป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยเหตุที่เขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนกับวีระพจน์ อัศวาจารย์ ผู้เป็น 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งนิตยสารเล่มนี้ ผลงานที่ผ่านมามีเรื่องราวอันเกี่ยวกับ พระเอก, นางเอก, นางร้าย, เซ็กซี่สตาร์, รักเกิดในกองถ่าย, ตำนานละคร , นางเอกละคร, อาณาจักรนักสร้าง เป็นต้น
หนุ่ม – ประเสริฐ ยอมรับว่าเกิดไม่ทันยุคทองของเพชรา เชาวราษฎร์ แต่ได้มีโอกาสอ่านศึกษาข้อมูล ตลอดจนดูภาพยนตร์บางเรื่องย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงหนึ่งที่ช่อง 7 สีนำอมตะภาพยนตร์ไทยมาเผยแพร่ บางเรื่องดูจากแผ่น DVD , VCD ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด
เขาไม่ได้สนใจในเรื่องดาราเพียงอย่างเดียว แต่สนใจเกี่ยวกับนางงามด้วย
“ดังนั้นเหตุผลข้อแรกคือ เพชรา เชาวราษฎร์มาจากเวทีนางงาม คือ ชนะการประกวดเทพธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปี 2504 สอง คุณเพชราเป็นคนสวยมาก มีนัยน์ตาที่โดดเด่นจนได้ฉายาว่า นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผู้หญิงสมัยก่อนจะรูปร่างเล็กๆ กะทัดรัด เพชรามีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ทรงผม ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบเธอได้ โดยเฉพาะทรงผมยกสูงของเธอ เล่นเรื่องไหนก็ทำผมแบบนี้ อย่างภาพยนตร์บางเรื่องที่คุณเพชราเล่นเป็นสาวชาวบ้านแล้วใส่งอบ งอบจะลอยอยู่บนหัว อีกอย่างเธอจะมีจอน และยิ้มหวานมาก สาม เราเป็นคนชอบดาราคู่ขวัญ คือ ใครเล่นกับใครแล้วมีความเหมาะสม เช่น มิตร – เพชรา, สมบัติ – อรัญญา, ยอดชาย – ภาวนา จนมาคู่สุดท้ายของวงการคือ สันติสุขกับจินตหรา เหมือนกับพวกเขาเกิดมาเพื่อจะเล่นหนังคู่กัน”
เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจน คือ เป็นดารา เพียงอย่างเดียว ไม่ประกอบสัมมาอาชีพอื่นเลย
“เหมือนคนคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นราชินีจอเงินจริงๆ”
เพชรา เชาวราษฎร์ คือ นางเอกภาพยนตร์ไทยคนที่ประเสริฐ เจิมจุติธรรมชอบมากที่สุด
“จำได้ว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เธอเคยปรากฏโฉมทางหน้าหนังสือพิมพ์ 1 ครั้ง เป็นงานวันเกิดของคุณดอกดิน กัญญามาลย์ มีหนังสือพิมพ์ถ่ายไว้ แต่ก็เป็นภาพที่เล็กมาก จนเมื่อ 10 ปีที่แล้วรายการจันทร์กะพริบได้นำ ป้าหอม มาลี เวชประเสริฐ มาออกรายการก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตหลังจากนั้นอีกไม่นาน รายการจันทร์กะพริบก็ยังให้ป้าหอมโทร.ไปคุยกับเพชราออกอากาศ จนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เราก็มีโอกาสได้ยินเสียงเธอจัดรายการวิทยุกับคุณวิทยา ศุภพรโอภาส”
“Volume เคยทำเรื่องนางเอก เราเคยเขียนถึงนางเอกที่โด่งดังมากในสมัยต่างๆ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องคุณเพชรา ส่วนใหญ่เราจะเขียนถึงเรื่องผลงานและการเข้าสู่วงการของเธอ ไปจนถึงเคราะห์กรรมที่ได้รับ บทความที่เขียนไปจะเต็มไปด้วยความเห็นใจ ถ้าคุณเพชราไม่ประสบกับเรื่องดังกล่าว เธออาจจะแสดงหนัง แสดงละครจนถึงวันนี้ เป็นดาวค้างฟ้า ไม่ได้เป็นตำนานของราชินีจอเงินอย่างทุกวันนี้”
ในฉบับนางเอก นอกจากบทความดังกล่าวแล้ว ลูกน้ำ สุคนธ์ สีมารัตนกุลยังมีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ถึงบ้านพัก เพียงแต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ลูกน้ำกลับมายืนยันกับทุกคนในกองบรรณาธิการว่า
“ยังสวยเหมือนเดิม เราเห็นภาพของเพชราแบบไหน ก็ยังเป็นแบบนั้น เพียงแต่ดูมีอายุขึ้น และท้วมขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยสนุก มีความสุขกับการเล่าเรื่องราวของตัวเอง”
ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเพชรา นอกจากได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ จากคนนั้นคนนี้ เช่น เอกรินทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยคนหนึ่งของเพชรา และมีโอกาสไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม บ่อยครั้ง
“จะมาเล่าให้ฟังว่า ปีนี้คุณเพชราแจกของชำร่วยเป็นน้ำพริก ปีนี้ให้เป็นพระพิฆเนศ หรือเป็นพระเครื่อง อะไรอย่างนี้ และเราก็ได้รับรู้ว่าคุณเพชรา ยังสบายดีและสวยสมวัย”

ขอขอบคุณ ข้อมูลคุณภาพ จาก ผู้จัดการ

1

ตอนที่ 1        28 กันยายน 2552 17:33 น.

2

ตอนที่ 2       29 กันยายน 2552 12:55 น.

3

ตอนที่ 3        30 กันยายน 2552 13:52 น.

ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

 
3

อวสาน ชินจัง จอมแก่น หรือป่าว โยชิโตะ อุซุย

Posted by sinya on ก.ย. 21, 2009 in ประวัติคนดัง
ชินจัง จอมแก่น” เรื่องราวที่ไม่มีจบ: อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของ “โยชิโตะ อุซุย”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 กันยายน 2552 15:13 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
โยชิโตะ อุซุย (คนกลาง) 1958 – 2009
หน้าผาที่คร่าชีวิตนักเขียนชื่อดัง
ครอบครัวโนะฮาร่า
พฤติกรรมแบบนี้ พ่อแม่หลายคนอาจจะกังวลถ้าลูกเอาชินจังเป็นแบบอย่าง
ภาพที่ถูกเซ็นเซอร์ในหลายๆ ประเทศ
หนังเรื่อง Ballad ที่ดัดแปลงมาจากเนื้อเรื่องตอนหนึ่งของ ชินจัง
ทันที่ที่มีการยืนยันโดยครอบครัวของนักเขียนชื่อดังว่า ร่างชายเสียชีวิตที่ถูกพบบริเวณภูเขาในกุนมะ เป็น “โยชิโตะ อุซุย” เจ้าของผลงาน “ชินจัง จอมแก่น” อย่างที่หลายๆ คนกลัว เกิดคำถามมากมายขึ้น

แล้วการ์ตูนชินจังจะเป็นยังไงต่อไป? ตอนใหม่จะถูกเขียนออกมาอีกหรือไม่? เด็กชาย ชินโนะสุเกะ จะต้องจบไปพร้อมกับอาจารย์ อุซุย รึเปล่า?

โยชิโตะ อุซุย เกิดเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 1958 ที่เมืองชิซึโอกะ และเริ่มต้นเส้นทางสายนักเขียนการ์ตูนแนวตลก มาตั้งแต่ยุค 80 โดยมีผลงานออกมาหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คืองานที่ชื่อว่า Scramble Egg (หรือในชื่อไทยว่า ‘ไข่กวน’) ที่เล่าเรื่องมุกตลกสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องเพศอันลามก

อย่างไรก็ตามความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของ โยชิโตะ อุซุย เกิดขึ้นในปี 1990 ผลงานการ์ตูนเรื่องใหม่ของเขา เครยอน ชินจัง ได้เริ่มต้นพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูน Weekly Manga Action ของสำนักพิมพ์ ฟุตาบาฉะ หลังจาก การ์ตูนถูกตีพิมพ์ไม่นานความนิยมของเรื่องก็เพิ่มขึ้น ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งปี 1992 เครยอน ชินจัง ก็ได้รับการดัดแปลงเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น และยังคงฉายที่อยู่ญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น เครยอน ชินจัง ยังถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวสำหรับฉายโรงอีกด้วย

การ์ตูนชินจังถูกซื้อไปฉายทั่วโลก ทุกภูมิภาค ตั้งแต่ อินเดีย, เกาหลี, เวียดนาม, สเปน, มาเลเซีย ฯลฯ สำหรับเมืองไทยเอง เครยอน ชินจัง ถูกเผยแพร่ในชื่อ ชินจังจอมแก่น หนังสือการ์ตูนจัดจำหน่ายโดย เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ และแบบอนิเมชั่นฉายที่ ทีวีสี ช่อง 3

เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ชื่อคาซึคาเบะ ในจังหวัดไซตามะ สถานที่ซึ่ง โยชิโตะ อุซุย อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ตราบจนเสียชีวิต โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เจ้าหนูคิ้วหนา โนะฮาร่า ชินโนะสุเกะ เด็กอนุบาลสุดแสบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครอง, ครูประจำชั้น, เพื่อนๆ และคนที่อยู่รอบตัวเขาเป็นประจำ จากความทะลึ่งทะเล่น และแก่แดดเกินเด็ก

แม้จะได้รับความนิยมอย่างสูง เครยอน ชินจัง ก็มักจะได้รับเสียงวิจารณ์ ตลอด 19 ปีที่การ์ตูนยุคนี้ถูกผลิตออกมา ถึงความทะลึ่งตึงตัง ที่ถูกใส่เข้ามาตลอดทั้งเรื่อง แม้จะลดดีกรีจากงานเก่าๆ อย่าง ไข่กวนลงไปมาก และเน้นไปที่เรื่องราวในครอบครัวแล้ว มุขตลกของอุซุยใน เครยอน ชินจัง ยังคงจะสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับผู้ชมบางกลุ่มอยู่บ้างโดยเฉพาะกับผู้ชมชาวต่างชาติได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดื้อแบบสุดขั้วของตัวเอก อย่าง การใช้ภาษาไม่เหมาะสมของชินจัง หรือมุขตลกที่ห่าม และทะลึ่ง จนแทบจะข้ามไปสู่ขอบเขตของความลามกจก แสดงอาการแทะโลมต่อผู้หญิงสาว หรือฉากโชว์ “ช้างน้อย” หรือ “มนุษย์ต่างดาวครึ่งก้น” อันโด่งดัง

ด้วยเหตุนี้การฉาย เครยอน ชินจัง ในหลายๆ ประเทศต้องพบกับปัญหาการตัด และเซ็นเซอร์อยู่เสมอ แม้แต่ในอเมริกา หนังสือการ์ตูนเวอร์ชั่นเต็มของ เครยอน ชินจัง ที่ออกโดยสำนักพิมพ์ ซีเอ็มเอ็กซ์ แบบไม่ตัดไม่เซ็น ก็ยังถูกจัดไว้ในกลุ่ม หนังสือการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ ด้วยซ้ำไป ซึ่งสำหรับเมืองไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เครยอน ชินจัง ก็ต้องเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์อันแรง ถึงเนื้อหา และภาพอันล่อแหลมจากผู้ปกครองของเด็กอยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามความหยาบโลนบางประการไป เครยอน ชินจัง นำเสนอเนื้อหาที่กล่อมเกลาจิตใจให้กับผู้อ่านอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องความรักความเข้าใจในครอบครัว หรือ มิตรภาพระหว่างเพื่อน ที่สำคัญเรื่องราวที่ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ยังสะท้อนไปถึงการเติบโตของเด็กในสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ และตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเด็กคนหนึ่งควรเติบโตมาเช่นไร เชื่อฟังคำผู้ใหญ่ สุภาพเรียบร้อยจากเปลือกนอก หรือร่าเริงสดใส และมีความจริงใจให้กับผู้อื่น เหมือน โนะฮาร่า ชินโนะสุเกะ

ชินจัง อาจจะทั้งถูกรัก ถูกเกลียด หรือถูกหวาดระแวงจากคนมากมาย แต่คนจังหวัดไซตะมะ เมืองคาซึคาเบะ ยังคงรักเจ้าหนูจอมแสบคนนี้อย่างแน่นอน

โดยเมื่อไม่นานมานี้เมืองคาซึคาเบะ ได้มอบสำเนาทะเบียนบ้านพิเศษให้กับครอบครัว โนะฮาร่า ของชินโนะสุเกะ ในวาระครบรอบ 60 ปีของเทศบาลเมืองคาซึคาเบะ และไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชินจัง ก็พึ่งถูกเลือกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการส่งเสริมการดูแลเด็กของเมืองคาซึคาเบะด้วย

ความตายของ โยชิโตะ อุซุย นั้นสร้างความเศร้าโศกแก่ผู้อ่านทั่วโลก การ์ตูน เครยอน ชินจัง จะมีตีพิมพ์ไปจนถึงเดือนธันวาคมจากต้นฉบับที่ อาจารย์อุซุย ได้ส่งให้กองบรรณาธิการมาแล้ว สำหรับแผนการหลังจากนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำยืนยัน ถึงอนาคตของของการ์ตูนเรื่องนี้ใดๆ ทั้งสิ้น

เครยอน ชินจัง อาจจะถูกสานต่อโดยทีมงาน และนักเขียนผู้อื่นเหมือน โดราเอมอน หรือปล่อยให้จบตามชีวิตของอาจารย์อุซุยไปอย่างที่เคยเป็นมากับการ์ตูนหลายเรื่อง แต่สำหรับชาวเมืองคาซึคาเบะ และแฟนของชินจังทั่วโลกแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และเสียงหัวเราะอันกังวานของ โนะฮาร่า ชินโนะสุเกะ ยังจะคงอยู่ตลอดไป

ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

 
2

วิธีทำหน้ากากอนามัย

Posted by sinya on ก.ค. 30, 2009 in D.I.Y Do It Yourself

วิธีทำหน้ากากอนามัย

552000008616701

หลังการแพร่ระบาดรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 20 ราย และมีผู้ติดเชื้อเฉียด 5,000 ราย แล้ว เริ่มส่งผลให้คนไทยตื่นตระหนกและหันมาป้องกันตัวเองตามการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการหมั่นล้างมือให้สะอาด และสวมหน้ากากอนามัย
      
       และภายหลังการแห่ซื้อหน้ากากอนามัยของประชาชน ทำให้บางพื้นที่เกิดขาดแคลน ขาดตลาด หาซื้อไม่ได้ หรือที่ร้ายกว่านั้น คือ มีพ่อค้าหัวใสฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะชนิดที่ทำด้วยกระดาษ ให้พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่สามารถซื้อหาหน้ากากอนามัยมาสวมเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อได้
      
       สำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกแผ่นพับแนะนำวิธีการทำหน้ากากอนามัยใช้เองแบบง่ายๆ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชนในการแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก อุปกรณ์ที่ใช้ก็หาได้ในกล่องเย็บผ้าคุณแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีต้องซื้อหาเพิ่มเล็กน้อย แต่ถ้าคิดแล้วสุดคุ้ม เพราะซื้อครั้งเดียวทำได้หลายชิ้น แถมซักนำกลับมาใช้ได้เรื่อยๆ ได้ทั้งประโยชน์ทางตรงคือประหยัดเงิน ได้หน้ากากหลายชิ้น สลับใช้ได้ ลดปัญหาการต้องซื้อของแพงและขาดตลาด แถมในทางอ้อมยังได้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดขยะในประเด็นของการใช้หน้ากากอนามัยกระดาษที่ต้องใช้แล้วทิ้ง เป็นการช่วยโลกร้อนไปพร้อมๆ กันได้อีกด้วย
      
       อุปกรณ์ที่ต้องใช้ ได้แก่ กรรไกรตัดผ้า, ด้ายและเข็ม, ผ้าฝ้าย หรือผ้ายืด หรือผ้าสาลูเนื้อแน่น กว้าง 6 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้วครึ่ง 2 ชิ้น และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือยางยืดหรือไส้ไก่ยาว 7 นิ้วสำหรับทำหู 2 เส้น
      
       …ทีนี้ก็ถึงเวลาลงมือทำกันแล้ว…
      
       เริ่มด้วยการนำผ้าที่เตรียมไว้มาพับครึ่งตามความยาวผ้าแล้วพับจับ จีบทวิส 1 นิ้ว ตรงกลางผ้ากลัดด้วยหมุด หรือ เนาตรึงไว้ และ ทำอีกชิ้นเช่นเดียวกัน จากนั้นนำผ้าที่พับไว้มาวาง โดยหันด้านนอกขึ้น และนำยางยืดมาวางที่มุมผ้าด้านกว้างข้างบน และข้างล่าง ด้านละ 1 เส้น กลัดเข็มหมุด หรือ เนาตรึงไว้
      
       ขั้นตอนต่อมานำผ้าที่พับไว้อีกชั้นมาวางซ้อนกับผ้าชิ้นแรกที่ตรึงยางยืดไว้ โดยหันผ้าด้านนอกชนกัน แล้วเย็บจักร หรือ ด้นถอยหลังรอบผ้าสี่เหลี่ยม ให้ห่างจากริมผ้า ด้านละครึ่งเซนติเมตร โดยเว้นช่องว่างไว้กลับตะเข็บ ประมาณ 1 นิ้ว และขลิบผ้าตรงมุมทั้ง 4 มุม ให้ใกล้กับรอยเย็บ เพื่อเวลากลับตะเข็บจะได้เรียบร้อยสวยงาม จากนั้นปิดท้ายด้วยสอยปิดช่องว่างที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย
      
       เห็นไหม…ไม่ยากเลย คุณหนูๆ ก็สามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำได้ แถมภูมิใจเมื่อสวมหน้ากากที่เป็นคนทำเองด้วย
      
       ทีนี้ก็มาถึงวิธีการสวมหน้ากากให้ถูกวิธี เพื่อให้การใช้หน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อโรคได้อย่างสูงสุดเต็มประสิทธิภาพ ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดเสียก่อนใส่ จากนั้นใช้มือจับหูยางยืดสวมกับหูตัวเอง และดึงให้ส่วนที่เป็นหน้ากากคลุมจมูกและปากให้มิดชิด ปรับสายให้หน้ากากกระชับกับใบหน้า
      
       และเมื่อใช้เสร็จแล้ว การดูแลรักษาทำความสะอาดหลังใช้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากเป็นกรณีของหน้ากากอนามัยกระดาษ ควรใช้ครั้งเดียวทิ้ง และทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด หากเป็นผ้าหลังจากใช้เสร็จความซักให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้ง สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ จาก ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2552 09:35 น.

ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

 
6

วิธีทำเจลล้างมือ

Posted by sinya on ก.ค. 30, 2009 in D.I.Y Do It Yourself

552000009256401

นายอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. เป็นวิทยากรสาธิตการทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือฆ่าเชื้อโรค

วว. เปิดคอร์สสอนทำเจลล้างมือสูตรพื้นฐาน ทำง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับทุกครอบครัวทำไว้ใช้เอง หรือแจกจ่ายคนรอบข้าง หรืออาจจำหน่ายสร้างรายได้เสริมในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่จำเป็นต้องรักษาสุขอนามัยป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดอบรม “สาธิตการทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ” ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ระหว่างวันที่ 29-31 ก.ค. 52 ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การอบรม เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ วว. บางเขน ซึ่งมีผู้สนใจลงเบียนเข้าร่วมอบรมเป็นจำนวนมาก

นายอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ รับหน้าที่เป็นวิทยากรสาธิตการทำเจลล้างมือสูตรมาตรฐานทั่วไป ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมอยู่ 70% มีประสิทธิภาพกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้ดี และช่วยให้มืออ่อนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง
วิธีทำเจลล้างมือ
ส่วนประกอบสำหรับเจลแอลกอฮอล์ 500 มิลลิลิตร มีดังนี้

1. คาร์โบพอล 940 (Carbopol 940) 1.5 กรัม
2. เอทิล แอลกอฮอล์ 95% (Ethyl alcohol 95%) 370 มิลลิลิตร
3. ไตรเอทาโนลามีน (Triethanolamine) 1.5 กรัม
4. น้ำอาร์โอ (Reverse osmosis: RO) หรือน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วไปที่ระบุว่าผ่านการ Reverse osmosis 128 มิลลิลิตร
5. เจอร์มาเบน (Germaben) 5 มิลลิลิตร
6. โพรไพลีน ไกลคอล (Propylene glycol) 5 มิลลิลิตร
7. สีผสมอาหาร, น้ำหอม หรือน้ำมันหอมระเหย

วิธีการเตรียม

1. ตวงเอทิล แอลกอฮอล์ 95% ผสมกับน้ำอาร์โอ (ทำในภาชนะแก้ว, แสตนเลส หรือกระเบื้องเคลือบ)

2. เติมโพรไพลีน ไกลคอล (สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว) และเจอร์มาเบน (สารป้องกันการเกิดเชื้อรา) ตามลงไป แล้วคนให้เข้ากัน

3. ค่อยๆ โปรยคาร์โบพอล 940 (สารประกอบให้เกิดเจล) ลงไป และกวนให้กระจายตัวในส่วนผสม (อาจใช้แท่งแก้วหรือเครื่องกวนขนม) จากนั้นพักทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้คาร์โบพอลเกิดการพองตัว

4. นำส่วนผสมที่พักทิ้งไว้ 1 คืน มากวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน

5. เติมสีและกลิ่นตามความพึงพอใจอย่างละประมาณไม่เกิน 5 มิลลิลิตร

6. ใส่ไตรเอทาโนลามีน (สารประกอบให้เกิดเจล) ลงไปและกวนให้เข้ากัน จะได้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที หรือบรรจุในภาชนะปิดสนิทเพื่อป้องกันการระเหยของแอลกอฮอล์ (เช่น หลอดพลาสติก) สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานกว่า 2 ปี

ข้อควรระวัง!

1. ห้ามใช้ “เมทิล แอลกอฮอล์” (Methyl alcohol) โดยเด็ดขาด เพราะอาจซึมเข้าสู่ผิวหนังและทำให้ตาบอดหรือมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่สามารถใช้ ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ (Isopropyl alcohol) แทนได้ แต่จะมีกลิ่นเหม็นฉุนมากกว่า

2. แอลกอฮอล์เป็นสารติดไฟง่าย ควรเก็บไว้ให้ห่างจากเปลวไฟและในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

3. ขั้นตอนการเตรียมควรทำในภาชนะแก้ว, แสตนเลส หรือกระเบื้องเคลือบ แต่ห้ามใช้ภาชนะพลาสติก เพราะอาจทำสีหรือสารเคมีอันตรายจากพลาสติกหลุดออกมาปะปนรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในเจลล้างมือสามารถซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป โดยเลือกใช้สารเคมีเกรดสำหรับเครื่องสำอาง

ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียม สามารถประยุกต์ใช้อุปกรณ์ในครัวเรือนได้ หรือหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์

รู้วิธีการทำเจลล้างมือที่ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากแบบนี้แล้ว ถ้าใครมีเวลาว่างก็สามารถทำไว้ใช้เองในครัวเรือนได้ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ ห่างไกลไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือจะทำแจกจ่ายคนรอบข้างด้วยก็ได้ ยิ่งช่วยสร้างสุขอนามัยที่ดีในสังคม

(ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. โทรศัพท์ 0-2577-9000, โทรสาร 0-2577-9009 หรือ E-mail: tistr@tistr.or.th)

552000009256402

ผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมทำเจลล้างมือเป็นจำนวนมาก

552000009256403

ส่วนผสมที่ใช้ในการทำเจลล้างมือ

 552000009256404

เอทิล แอลกอฮอล์ 95%

552000009256405

โพรไพลีน ไกลคอล (ซ้าย) และ ไตรเอทาโนลามีน (ขวา)

552000009256406

คาร์โบพอล 940

552000009256407

เจอร์มาเบน สารป้องกันการเกิดเชื้อรา

552000009256408

น้ำหอมและสีผสมอาหารสำหรับแต่งสีและกลิ่นให้เจลล้างมือ

552000009256409

นักวิชาการ วว. ขณะกำลังสาธิตการทำเจลล้างมือแบบไม่ใช้น้ำ

552000009256410

ส่วนผสมของเจลล้างมือหลังเติมคาร์โบพอล 940 ก่อน (ซ้าย) และหลัง (ขวา) พักทิ้งไว้ 1 คืน

552000009256412

เมื่อเสร็จขั้นตอนจะได้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือพร้อมใช้งานทันที

เจลแอลกอฮอล์ล้างมือบรรจุหลอดขนาดเล็ก พกพาสะดวก ใช้ล้างมือให้สะอาดปราศจากเชื้อโรคได้ทุกที่ทุกเวลา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ คุณภาพ จาก ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2552 00:26 น.

ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

 
2

อยู่อย่างไม่มี ความริษยา ดีอย่างไร

Posted by sinya on ก.ค. 16, 2009 in ผลการวิจัย

อยู่อย่างไม่มี ความริษยา ดีอย่างไร
ความอิจฉาริษยาเป็นปัจจัยให้เกิดโรคร้ายนานาชนิด

เดลิเมล์ – การศึกษาพบความอิจฉาริษยาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง อาจนำไปสู่โรคหัวใจ เบาหวาน แผลพุพอง และความดันสูง

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าความเครียดจากความริษยาและความขาดแคลนส่งผลต่อระดับฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อโรคมากขึ้น

ในการศึกษาที่ชื่อว่า ‘มีเพื่อนรวยทำให้คุณป่วยได้หรือเปล่า?’ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐฯ ขอให้อาสาสมัครชายหญิง 3,000 คน ที่อายุระหว่าง 57-85 ปี ให้คะแนนสุขภาพและระบุโรคประจำตัวของตนเอง เช่น โรคหัวใจและเบาหวาน รวมถึงจัดอันดับสถานะการเงินของตนเองเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูง ครอบครัว เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน

ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครที่มีฐานะการเงินต่ำต้อยเมื่อเทียบกับเครือข่ายสังคม มีแนวโน้มมีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคหัวใจ มากกว่าคนที่เชื่อว่าทำดีที่สุดแล้วเพื่อตัวเองถึง 22%

ในทางกลับกัน พวกที่อยู่อันดับบนๆ มีความเสี่ยงโรคเบาหวาน แผลพุพอง และความดันโลหิตสูงลดลง

นักวิจัยยังกล่าวไว้ในรายงานที่อยู่ในวารสารโซเชียล ไซนส์ แอนด์ เมดิซินว่า แม้ความยากจนถูกนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพ แต่ตำแหน่งทางสังคมก็มีบทบาทเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

เจเนวีฟ ฟาม-แคนเตอร์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวว่าความอิจฉาริษยาและความยากจนอาจทำให้สุขภาพหัวใจเสื่อมลงได้

“เชื่อกันว่ากลไกรูปธรรมที่สำคัญที่สุดคือ ความเครียดเรื้อรังที่เกิดจากการเปรียบเทียบในสังคมในแต่ละวันสำหรับผู้ที่พบว่าตัวเองมีฐานะด้อยกว่า

“ความเครียดซ้ำๆ นี้ทำให้ฮอร์โมนความเครียดเพิ่มสูงเรื้อรัง ซึ่งเชื่อว่ามีบทบาทที่ทำให้เกิดโรคบางโรค”

นี่ไม่ใช่รายงานการศึกษาฉบับแรกที่มุ่งสำรวจผลกระทบจากการต้องต่อสู้เพื่อให้มีฐานะทัดหน้าเทียมตาผู้อื่น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนหน้านี้ พบว่าการไต่บันไดเศรษฐีไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขเสมอไป

การมีเพื่อนบ้านใหม่ที่รวยกว่าอาจทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่พอใจ และเกิดการทุ่มเถียง

ความริษยายังทำให้บางคนกระเบียดกระเศียรเกินเหตุเพื่อเก็บเงินซื้อรถ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เชิดหน้าชูคอในสังคม หรือสร้างบ้านหลังโตเพื่อแข่งกับเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การศึกษาจากผู้ถูกล็อตเตอรี่ยังได้ข้อสรุปว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้

แม้เศรษฐีใหม่อาจดูมีความสุขกว่าคนทั่วไป แต่ความสุขนั้นไม่ได้มาจากวัตถุ แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นมีเวลามากขึ้นที่จะได้ชื่นชมกับสิ่งที่โปรดปราน เช่น การนอนแช่ในอ่าง งีบตอนบ่าย หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2552 19:35 น.

ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

Copyright © 2010 sinya is powered by สร้างบล็อกฟรี : รับทำ SEO : ดูดวงวันเกิด : ฟังเพลง : SEO : รถมือสอง : Football Shirt : coupon : IT Best Shop cupcake : watering equipment : หางาน : สมัครงาน Laptop Geek.